(27ก.ค.) นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยภายหลังนายกรัฐมนตรีหารือร่วมกับตัวแทนแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และภาคีเครือข่ายผู้ติดตามสถานการณ์การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีการคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ว่า การหารือร่วมกันครั้งนี้เนื่องจากนายกรัฐมนตรีต้องการให้ทุกฝ่ายเกิดความสบายใจ และต้องการให้ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ารัฐบาลมีจุดยืนที่จะไม่ยอมให้ใครมารุกล้ำ
เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า เรื่องของปัญหาและแนวทางการแก้ไขนั้นนายกรัฐมนตรียอมรับว่า มีความคิดเห็นที่ต่างกันในเรื่องของเนื้อหาสาระ โดยเฉพาะการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ การสำรวจและการปักปันเขตแดนทางบก ปี 2543 หรือ เอ็มโอยู ที่เห็นต่างกันว่าควรจะมีการยกเลิก ซึ่งนายกรัฐมนตรีเห็นว่าต้องคงเอ็มโอยูไว้เพื่อเป็นประโยชน์กับไทย เพราะที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ โดยเฉพาะการที่กัมพูชาอ้างแผนที่อัตราส่วน 1:200,000 ของกัมพูชา ที่ใช้ยื่นจดทะเบียนปราสาท ที่ทางไทยไม่ยอมรับ ทำให้ส่งผลในการตั้งคณะกรรมการร่วม 2 ฝ่ายเพื่อทำการศึกษาจัดทำแผนที่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และยืนยันว่าไทยยึดหลักสันปันน้ำ
“ส่วนที่กลุ่มพธม.มองว่า ทำไมรัฐบาลไม่ใช้กำลังทหารในการขับไล่ทหารและชาวกัมพูชาพ้นจากพื้นที่พิพาทนั้น นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ควรจะเป็นแนวทางสุดท้าย เพราะมีทั้งผลดี และผลเสีย ซึ่งไทยเองจะได้รับผลประโยชน์จริงหรือไม่ นายกฯยังเชื่อว่า การใช้แนวทางในการเจรจา การให้ข้อมูล น่าจะเป็นแนวทางที่ดีกว่า และการที่เดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ก็เพื่อให้เห็นว่าไทยเองต้องการไปแสดงสิทธิว่าเราคัดค้าน และเพื่อให้มีบันทึกการประชุมที่ชัดเจนเพื่อป้องกันการนำมาอ้างในอนาคต ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศเองก็ได้ดำเนินการคัดค้านมาตลอดตั้งแต่ปี 51 ในการป้องกันการเสียดินแดน” เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ กล่าว