โพลหนุนต่อฉุกเฉินบึ้มบิ๊กซีพันการเมือง

คนกรุงมั่นใจบึ้มบิ๊กซีเกี่ยวข้องการเมือง หวังป่วนสร้างสถานการณ์ พร้อมหนุนขยายเวลา "พรก.ฉุกเฉิน" สะดวก จนท.ป้องกัน ควบคุม สร้างความอุ่นใจปชช. เชื่อสุดท้าย ตร.คว้าน้ำเหลว เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้ง แต่คนร้ายลอยนวล "อภิสิทธิ์"รุดเยี่ยมเหยื่อบึ้มบิ๊กซี ก่อนถกกษิต-พันธมิตรที่บ้านพิษฯ

(27ก.ค.)  จากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างบิ๊กซี สาขาราชดำริเป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มกำลังดูแลและเฝ้าระวังสถานที่ที่เป็นจุดเสี่ยงสำคัญเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องพิจารณาว่าจะคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปหรือไม่ “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต จึงได้สอบถามความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯ ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว จำนวน 1,304 คน ระหว่างวันที่ 26-27 กรกฎาคม 2553 สรุปผลได้ดังนี้

 ความคิดเห็นต่อเหตุการณ์ระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ผลสำรวจพบว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ต้องการทำให้บ้านเมืองปั่นป่วน ร้อยละ 53.40% , เป็นการกระทำที่อุกอาจ ท้าทายอำนาจรัฐ ร้อยละ 20.58% ,ไม่อยากเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องต้องบาดเจ็บล้มตาย ร้อยละ 13.95% และเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้มากขึ้น /เข้มงวด กวดขันมากขึ้น ร้อยละ 12.07%

 เหตุการณ์ระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี เกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่? พบว่า เกี่ยวข้องกับการเมือง ร้อยละ 85.18% เพราะสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ยังไม่สงบลง ,เป็นย่านธุรกิจสำคัญและเคยเป็นพื้นที่ชุมนุมทางการเมือง ฯลฯ , ไม่แน่ใจ ร้อยละ 11.12% เพราะควรรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริงก่อน ฯลฯ และไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ร้อยละ 3.70% เพราะอาจมีสาเหตุมาจากเรื่องอื่น ,ไม่ควรโยงเข้าไปเกี่ยวกับการเมือง ฯลฯ

 จากเหตุการณ์ระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ประชาชนคิดว่าเป็นเรื่องที่ต้องการขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่ พบว่า  ต้องการขยายเวลา ร้อยละ 47.06% เพราะเพื่อความสะดวกในการป้องกัน ควบคุม ดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ , สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ ฯลฯ , ไม่แน่ใจ ร้อยละ 29.42% เพราะขึ้นอยู่กับการประเมินสถานการณ์ของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฯลฯ และไม่ต้องการขยายเวลา ร้อยละ 23.52% เพราะหากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มกำลังและเข้มงวดกวดขันมากขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯลฯ

 จากเหตุการณ์ระเบิดหน้าห้างบิ๊กซี ควรคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินในกทม.หรือไม่ พบว่า ควร ร้อยละ 46.87% เพราะทำให้ประชาชนรู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัยมากขึ้น ,ผู้ที่ไม่หวังดีไม่สามารถก่อเหตุได้ง่าย ฯลฯ , ไม่ควร ร้อยละ 32.75% เพราะเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความเห็นที่ขัดแย้งในสังคม ,ภาพลักษณ์ของประเทศดูไม่ปลอดภัย ฯลฯ และไม่แน่ใจ /มีก็ได้ ไม่มีก็ได้  ร้อยละ 20.38% เพราะขึ้นอยู่กับการตีความ การนำไปใช้ และการปฏิบัติของทุกฝ่าย ,มีหรือไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็เกิดเหตุร้ายได้เหมือนกัน ฯลฯ

 ประชาชนคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุมคนร้ายได้หรือไม่ พบว่า ไม่ได้ ร้อยละ 56.61% เพราะที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้หลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดได้ ฯลฯ , ไม่แน่ใจ ร้อยละ 24.40% เพราะต้องดูพยานแวดล้อมและหลักฐานประกอบหลายอย่าง ฯลฯ และได้ 18.99% เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจน่าจะรู้เบาะแสว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด , เป็นการสร้างผลงานและพิสูจน์ความสามารถของตำรวจ ,ประชาชนส่วนใหญ่ให้ความสนใจและติดตามข่าวนี้ ฯลฯ

 รัฐบาลควรป้องกันหรือแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อย่างไร พบว่า เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ /เจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบตามจุดสำคัญๆ ร้อยละ 37.13% , ขอความร่วมมือจากประชาชนช่วยกันเป็นหูเป็นตาเมื่อพบเจอสิ่งผิดปกติ /รีบแจ้งทันที ร้อยละ 26.20%, ด้านการข่าว / หน่วยข่าวกรองต้องตรวจสอบหรือเช็คข่าวให้มากขึ้น ร้อยละ 18.71% , ติดตั้งกล้องวงจรปิดตามที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น ร้อยละ 11.24% และมีการตั้งรางวัลให้แก่ผู้ที่แจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูลของผู้ที่กระทำผิด ร้อยละ  6.72%

"อภิสิทธิ์"รุดเยี่ยมเหยื่อระเบิดบิ๊กซี 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กลับจากพักผ่อนกับครอบครัวที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง ได้กลับถึงบ้านพักประมาณช่วงเที่ยง จากนั้น เวลา 14.15 น. นายกรัฐมนตรีได้เดินทางมายังตึกมงคลกาญจนาภิเษก โรงพยาบาลตำรวจเพื่อเยี่ยมนายปวร พรนิเพท อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.6 โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดที่บริเวณป้ายรถเมล์หน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีราชดำริ เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยแรงระเบิดทำให้นายปวร ได้รับบาดเจ็บที่ขาขวา สะเก็ดระเบิดฝังในลูกสะบ้าเข่า ซึ่ง พ.ต.ต.นพ.พีรพงษ์ ปิยะพิทยานันท์ แพทย์เจ้าของไข้ เปิดเผยว่า อาจต้องมีการผ่าตัดเอาสะเก็ดระเบิดออกอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งผู้ป่วยไปรักษาตัวที่บ้านได้ ใน 2-3 วันนี้

 นอกจากนี้พล.ต.ท. จงเจตน์ อาวเจนพงษ์ นายแพทย์ใหญ่ร.พ.ตำรวจ ที่มาต้อนรับนายอภิสิทธิ์ด้วย และปรากฏว่าได้มีญาติของนายบุญมี เริ่มสุข อายุ 71 ปี ซึ่งถึงลูกหลงจากเหตุการณ์การปะทะที่บ่อนไก่เมื่อวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมาได้มาร้องเรียนกับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่ดีจากทาง ร.พ.ตำรวจ ทำให้อาการบาดเจ็บทรุดหนักลง จนขณะนี้ แพทย์วินิจฉัยว่า ใกล้จะเสียชีวิตแล้ว ทำให้นายกรัฐมนตรีได้รุดไปเยี่ยมนายบุญมี ที่ห้องไอซียู ชั้น 4 ตึกมงคลกาญจนาภิเษก

 ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ใช้เวลาที่โรงพยาบาลตำรวจประมาณ 15 นาที จากนั้นได้เดินทางมาต่อที่บ้านพิษณุโลก เพื่อมาหารือกับนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ และนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อหารือถึงกรณีที่คณะกรรมการมรดกโลกกำลังประชุมเพื่อพิจารณากรณีกัมพูชา ยื่นแผนบริหารจัดการในการให้ปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และกรณีที่ขณะนี้มีกลุ่มประชาชนไปชุมนุมคัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ที่สำนักงานยูเนสโก้ ประจำประเทศไทย ที่สุขุมวิท ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปบันทึกภาพ ภายในบ้านพิษณุโลกแต่อย่างใด

ตร.ยันระเบิดแสวงเครื่องดัดแปลงวิถีทำลายล้าง15เมตร

  แหล่งข่าวจากหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด กองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่เข้าตรวจสอบในที่เกิดเหตุ ยืนยันสอดคล้องกับนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่าระเบิดที่คนร้ายใช้นั้นเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่อง ดัดแปลงจากระเบิดเอ็ม 67 โดยใช้วิธีการแบบพิเศษซึ่งนำมาต่อสายชนวน พร้อมกับตั้งเวลาด้วยนาฬิกา ทำให้อนุภาพในการทำลายค่อนข้างรุนแรง แต่เนื่องจากเป็นการดัดแปลงให้เป็นระเบิดแสวงเครื่อง และเพิ่งจะมีการใช้เป็นครั้งแรก โดยคนร้ายได้ถอดสลักระเบิดออก แล้วนำสายชนวนต่อเข้าไปแทน ก่อนเชื่อมแผงวงจรเข้ากับฝักแค ใช้นาฬิกาข้อมือเป็นตัวตั้งเวลาจุดชนวนระเบิด

 แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ระเบิดดังกล่าวถูกใส่ไว้ในกล่องกระดาษแล้วใส่ในถุงดำมาวางทิ้งไว้อีกทีเพื่ออำพรางสายตาของผู้ที่ผ่านไปมา เพราะบริเวณที่เกิดเหตุมีคนนำถุงขยะสีดำมาทิ้งเป็นประจำอยู่แล้ว เมื่อถึงเวลาที่ตั้งไว้ก็จะมีการจุดชนวนมีควันขึ้นและมีเปลวไฟเสียงดังคล้ายคนจุดประทัด 1 นัดเมื่อชนวนติดก็เกิดระเบิดขึ้นทันที ซึ่งระเบิดที่ใช้นี้มีอานุภาพทำลายล้างระยะ 15 เมตร