และสร้างปรากฏการณ์ใหม่สำหรับการเมืองไทย เท่ากับว่าคุณสมบัติ เบื้องหน้า เบื้องหลัง พฤติกรรมส่วนบุคคลด้านเลวร้ายไม่เป็นปัจจัยสำคัญเท่ากับว่าสังคมไทยกำลังอยู่ในสภาพไร้รากฐาน ปราศจากมาตรฐานด้านคุณธรรม ศีลธรรม หรือหลักการของกฎหมาย ถ้าการกระทำผิดกฎหมายอย่างซึ่งหน้า ดังเช่นขบวนการเสื้อแดงและเครือข่ายได้กระทำ สร้างความเสียหายให้บ้านเมืองอย่างมากมาย เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เท่ากับว่าอนาคตของประเทศอยู่ในความเสี่ยงต่อการเข้าสู่อนาธิปไตย ไร้กฎหมายบ้านเมือง จนอาจถึงขั้นเป็นรัฐล้มเหลว
เมื่อดูผลการเลือกตั้งจะเห็นคะแนนไม่ทิ้งห่างกันมากนัก และยังจะต้องมีปัญหาต่อเนื่อง เพราะฝ่ายผู้พ่ายแพ้ย่อมไม่ยอมรับง่ายดาย ซึ่งการขาดจิตสำนึกในการรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ไม่อยู่ในวงการเมืองไทย ทำให้ปัญหาหลากหลายมิติยากต่อการแก้ไขเห็นได้ว่านายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 1 ได้รับการเลือกตั้งด้วย 96,480 คะแนน ตามด้วยนายก่อแก้ว พิกุลทอง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย หมายเลข 4 ได้ 81,776 คะแนน นายนพดล ไชยฤทธิเดช ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติสามัคคี หมายเลข 2 ได้ 709 คะแนน แต่นั่นเป็นตัวเลขเบื้องต้น รอการรับรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แม้จะหวังผลมาก แต่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งเพียง 191,598 คน หรือ 49.55% จากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 386,660 คน
พรรคเพื่อไทยแสดงให้เห็นว่า แม้จะยอมแพ้ ก็จะไม่ยอมรับผล ตัวแทนของพรรคอ้างว่าได้รับเรื่องร้องเรียนหลายเรื่อง ทั้งเรื่องถูกกล่าวหา โจมตีผู้สมัคร และถูกเจ้าหน้าที่ข่มขู่ประชาชนไม่ให้เลือกผู้สมัครของพรรค ดังนั้น 3 กรณีนี้ พรรคจะไปยื่นร้องเรียนต่อ กกต. ซึ่ง กกต.จะรับฟังหรือไม่ ก็แล้วแต่หลักฐาน อย่างไรก็ตาม ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่าบ้านเมืองยังห่างไกลต่อการปรองดองสมานฉันท์ มีความขัดแย้งมากกว่าเดิม เพราะตัวการใหญ่ นายทุนพรรคตัวจริงมีเงินทุนมหาศาล ยังไม่ลดละความพยายามในการช่วงชิงอำนาจการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ การระเบิดย่านถนนราชดำริ มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บอีก 8 คน ในวันเลือกตั้งนั้นเป็นการเตือนว่าการเมืองไทยยังไร้ความสงบสุข หรือความปรองดองกันแน่นอน คณะกรรมการต่างๆ ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูปการเมือง ปรองดอง คงต้องประเมินสถานการณ์โดยรวม เพื่อไม่ให้ความพยายามเป็นการสูญเปล่า ถ้าข้อเสนอไม่ตรงกับความเป็นจริง