เสียง"ประชาธิปัตย์" ชนะวัดงานหนัก"คณะปฏิรูปฯ"

ชัยชนะของ "พนิช วิกิตเศรษฐ์" ว่าที่ ส.ส.กทม.เขต 6 จำนวน 96,480 คะแนน แสดงให้เห็นว่า "พรรคประชาธิปัตย์" ยังรักษาเก้าอี้ในเขตนี้ไว้ได้ โดยมีคะแนนห่าง "ก่อแก้ว พิกุลทอง" จากพรรคเพื่อไทย เพียง 1.4 หมื่นกว่าคะแนน ซึ่ง "ก่อแก้ว" ได้ 81,776 คะแนน

 ถือเป็นชัยชนะที่ไม่เป็นไปตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ที่ว่า "พรรคประชาธิปัตย์" น่าจะมีคะแนนเสียงทิ้งห่าง "พรรคเพื่อไทย" มากกว่านี้

 เพราะเชื่อว่าสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ป่วนบ้าน เผาเมือง เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม น่าจะทำให้ประชาชนหันมาสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า เนื่องจากที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่เกิดขึ้น

 นอกจากนี้ "พรรคประชาธิปัตย์" ยังได้เปรียบคู่แข่งในเรื่องการคงไว้ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้คู่แข่งหาเสียงค่อนข้างลำบาก

 โดยเฉพาะ "ก่อแก้ว" ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถออกมาเดินหาเสียงกับประชาชนได้โดยตรง หลายฝ่ายมองว่าเป็น "จุดอ่อน" ของพรรคเพื่อไทยที่เลือกตัวแทนพรรคในลักษณะ "ปิ้งปลาประชดแมว" ต้องการส่งผู้สมัครที่เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของคนเสื้อแดงหวังชนะการแข่งขัน

  ประการสำคัญคือ การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้มีประชาชนไปใช้สิทธิ์น้อยมาก เมื่อเทียบกับผู้ไปใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปลายปี 2550 เขต 6 มีมากถึง 262,829 คน คิดเป็นร้อยละ 72.77 ขณะที่มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้มีเพียง 191,598 คน คิดเป็นร้อยละ 49.55 จากจำนวนผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด 386,660 คน

 ถือว่าใช้สิทธิ์พลาดเป้าที่ "ประพันธ์ นัยโกวิท" กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งเอาไว้ โดยคาดว่าน่าจะมีประชาชนมาใช้สิทธิ์ประมาณร้อยละ 60 นอกจากมีผู้ไปใช้สิทธิ์น้อยกว่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 แล้ว คนที่ไปใช้สิทธิ์ในครั้งนี้กลับไม่ประสงค์ลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใดเลยถึง 8,235 ใบ คิดเป็นร้อยละ 4.3

 การเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 เขต 6 ได้แก่ คลองสามวา หนองจอก คันนายาว บึงกุ่ม มี ส.ส.ได้ 3 คน   ผู้สมัครจาก "ประชาธิปัตย์" ได้รับเลือกตั้งเข้ามาถึง 2 คน ได้แก่ "สมัย เจริญช่าง" ได้ 108,944 คะแนน กับ "ทิวา เงินยวง" ได้ 107,058 คะแนน ขณะที่ผู้สมัครจากพรรคพลังประชาชน (ก่อนจะถูกยุบและตั้งใหม่เป็นพรรคเพื่อไทย) คือ "ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์" ได้ 102,126 คะแนน

 ส่วนผู้ที่ได้คะแนนมาอันดับ 4 ก็เป็นคนของ "ประชาธิปัตย์" คือ  เกรียงยศ สุดลาภา ได้ 98,604 คะแนน ขณะที่ผู้ได้คะแนนอันดับ 5 เป็นผู้สมัครของพรรคพลังประชาชน  คือ ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ได้ 98,561 คะแนน

 ซึ่งถือว่าอันดับ 4 และ 5 ในขณะนั้น ยังมีคะแนนมากกว่าผู้ที่ชนะเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้!

 แสดงให้เห็นว่าการเลือกตั้งครั้งนี้คนที่ไม่เลือกฝ่ายไหนน่าจะนอนหลับทับสิทธิ์ อาจมีสาเหตุมาจากยังวิตกกังวลต่อสถานการณ์การเมืองยังติดสินใจไม่ได้ การรณรงค์ของ กกต. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนทำหน้าที่น้อยไป

 รวมทั้งการมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้กลไกพรรคการเมืองมีจำกัด หัวคะแนนระดมคนได้ไม่เต็มที่ การใช้เงินหรืออำนาจไม่ถูกนำมาใช้อย่างเต็มที่

 ต้องยอมรับว่าบางครั้งการเลือกตั้งของประชาชนก็มาจากแรงจูงใจภายนอกด้วยเช่นกัน

 หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าถ้าประชาชนมาใช้สิทธิ์มากกว่านี้ หรือเท่าการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2550 หรือ พรรคการเมืองใหม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วมแข่งขัน "พนิช" ก็อาจ "แพ้" การเลือกตั้งก็เป็นได้

 เพราะ "ทิวา" ไม่เคยทิ้งพื้นที่ ขณะที่ "พนิช" เป็นคนพื้นที่คลองเตยไม่ใช่คนเขต 6 หากพูดถึงชื่อเสียงที่ประชาชนรู้จักระหว่าง "พนิช" กับ "ก่อแก้ว" ต้องยอมรับว่า "ก่อแก้ว" มีประชาชนรู้จักมากกว่า

 หาก "พรรคเพื่อไทย" ไม่มีเสียงแตกก่อนส่งผู้สมัครก่อนตัดสินใจส่งผู้สมัครแบบ "ปิ้งปลาประชดแมว"   หรือถ้าเป็น ภักดีหาญส์ หิมะทองคำ ที่เคยได้รับคะแนนเสียง 98,561 คะแนน "ประชาธิปัตย์" อาจไม่สามารถรักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้

 และผลการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่สามารถเป็นตัวชี้วัดได้ว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไป "คนกรุง" ยังให้การสนับสนุนผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งซ่อมเพียงเขตเดียว

 แม้ว่าชัยชนะของ "พนิช" ครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลพูดได้เต็มปากว่าประชาชนส่วนหนึ่งยังให้การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อทำงานต่อไป

 แต่คะแนนเสียงที่ "พนิช" ห่างกับ "ก่อแก้ว" เพียง 1.4 หมื่นคะแนน ก็คงทำให้ "คณะทำงานปฏิรูปประเทศไทย" ต้องทำงานอย่างหนัก เพราะแสดงให้เห็นว่าคนที่ "เชื่อ" ยังยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองรู้ได้ยินมามากกว่าที่จะ "เรียนรู้" ความเห็นอื่นที่อยู่รอบตัว