ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ มักมีความบกพร่องของระบบประสาท และมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปหลังจากเกิดโรค ซึ่งความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจเป็นแบบชั่วคราวหรือถาวรขึ้นกับความพิการที่เกิดขึ้น เมื่ออัมพาตเกิดขึ้นแก่บุคคลในครอบครัวแล้ว สิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับก็คือความจำเป็นที่จะต้องต่อสู่กับปัญหาที่เกิดขึ้น การพยายามผ่อนหนักให้เป็นเบาในการรักษา การพยาบาล และการบำบัดที่ฟื้นฟูที่ถูกต้องและรวดเร็ว
ดังนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการสนันสนุนจากบุคคลใกล้ชิดรอบตัว ร่วมกับใช้ความอดทนอย่างสูงที่จะปรับบทบาทของตนเอง พร้อมทั้งยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และจัดระบบการดำเนินชีวิตให้เข้ากับสภาพความเป็นจริงบนพื้นฐาน และขอบเขตความสามารถของแต่ละบุคคลที่จะสามารถกระทำได้
บทบาทสำคัญมากของผู้ป่วยและญาติในการกลับไปอยู่บ้านคือการปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งพร้อมที่จะสู้ชีวิตต่อไป พยายามให้ผู้ป่วยช่วยตัวเองให้มากที่สุด ปฏิบัติกิจกรรมตามแผนการรักษาต่อเนื่องและสม่ำเสมอ รวมทั้งการให้ความร่วมมือในการออกกำลังกาย ญาติมีความสำคัญอย่างยิ่งในการให้ความช่วยเหลือประคับประคองผู้ป่วย
การป้องกันโรคแทรกซ้อน
ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้ง่ายเนื่องจากปัจจัยในเรื่องกล้ามเนื้อที่อ่อนแรง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ด้วยตนเอง หรือ เคลื่อนไหวด้วยตนเองได้น้อย ดังนั้นการป้องกันจึงถือเป็นสิ่งเป็นสำคัญในการให้การดูแลผู้ป่วย ดังจะกล่าวโดยสังเขปดังนี้
1.การป้องกันแผลกดทับ เกิดจากการนอนในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ โดยไม่ได้รับการพลิกตัวหรือเคลื่อนไหว ทำให้ผิวหนังบริเวณดังกล่าวขาดเลือดไปเลี้ยงเกิดเป็นแผลขึ้น การดูแลที่ถูกต้องและสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันการเกิดแผลกดทับได้ การป้องกันถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ผิวหนังถือเป็นประตูด่านแรกที่จะช่วยป้องกันเชื้อโรคต่างๆ บุกรุกเข้าไปในทางร่างกาย วิธีป้องกันที่สำคัญคือ
1.1.ตรวจตราผิวหนังผู้ป่วยโดยเฉพาะบริเวณปุ่มกระดูกทุกวัน ดูว่ามีรอยแดง สีผิวผิดปกติ มีพุพองหรือไม่ บริเวณที่เกิดมักได้แก่ ก้นกบ สะโพก ข้อศอก ข้อไหล่ เข่า ตาตุ่ม และใบหู หากพบรอยแดงให้นวดเบาๆ และละเว้นการนอนทับส่วนนั้นชั่วคราว
1.2.พลิกตัวผู้ป่วยอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง ควรมีตารางการพลิกตัวที่แน่นอน สลับเปลี่ยนท่านอน ใช้หมอนรองให้ถูกต้อง
1.3.ช่วยนวดเบาๆ บริเวณปุ่มกระดูกต่างๆ ทุกครั้งที่พลิกตัวเปลี่ยนท่าให้ การนวดควรนวดเป็นวงกลมวนออกไปบริเวณรอบกว้างๆ จะทำให้เลือดหมุนเวียนดีขึ้น อาจทาครีมบำรุงผิวร่วมด้วย
1.4.รักษาความสะอาดของผิวหนัง อย่าให้ชื้นแฉะ หรือแห้งเกินไป รวมทั้งผ้าปูที่นอนต้องสะอาดไม่มีรอยย่นเพื่อลดการระคายเคืองหรือเสียดสี
1.5.เปลี่ยดจุดรองรับน้ำหนัก ทั้งขณะที่นอนอยู่บนเตียงหรือนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยขยับก้น ยกขา ขยับหลัง 2-3 ครั้งต่อชั่วโมง (ในผู้ป่วยที่พอช่วยขยับตัวได้)
1.6.ในผู้ป่วยบางรายจะมีน้ำลายไหลมากองบริเวณกกหู ทำให้เกิดแผลบริเวณใบหู กกหูได้ง่าย ควรดูแลเช็ดให้แห้งอยู่เสมอ
1.7.ดูแลให้ผู้ป่วยให้ได้รับอาหารและน้ำเพียงพอ มีโปรตีนและวิตามินซีในจำนวนพอเหมาะ เพื่อช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่ถูกทำลายไป
1.8.ที่นอนไม่ควรนิ่มเกินไป
ศูนย์สมองและระบบประสาท กรุงเทพ
โรงพยาบาลกรุงเทพ โทร.1719