วันนี้ (23 ก.ค.) ที่โรงแรมเจริญธานีปริ๊นเซส จ.ขอนแก่น สถาบันวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับจังหวัดขอนแก่น และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้จัดการประชุมระดมความคิดและประชาพิจารณ์ ร่างนโยบายและยุทธศาสตร์การวิจัย (2555-2559) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือแบบมีส่วนร่วม ภายใต้กรอบหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทั้งภายนอกและภายในประเทศ
รศ.ดร.พิศาล ศิริธร อาจารย์จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยว่า ร่างยุทธศาสตร์การวิจัยภาคอีสานได้กำหนด 4 ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์แรก การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาด้านสังคม (ประชาชน,การศึกษา,สุขภาพ,ศาสนา และวัฒนธรรม) เนื่องจากภาคอีสานมีประชากรมากที่สุดแต่ขาดโอกาสความเสมอภาคทางการเมือง สัดส่วนประชากรวัยสูงอายุต่อวัยแรงงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราการพึ่งพิงสูงขึ้น และประชากรมีปัญหาสุขภาพขณะนี้มีแพทย์น้อย กระจุกตัวอยู่ในเมืองหลัก จึงได้ให้ความสำคัญด้านการสร้างศักยภาพและพัฒนาด้านสังคมมากกว่าเศรษฐกิจ
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูและพัฒนาตลอดจนการใช้ประโยชน์ทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และยุทธศาสตร์ที่ 4 การบริหารจัดการการวิจัยองค์ความรู้ นวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ทรัพยากรและภูมิปัญญาของประเทศสู่การใช้ประโยชน์ด้วยยุทธวิธีที่เหมาะสม
นอกจากนี้ ในร่างยุทธศาสตร์ยังได้กำหนดกลุ่มเรื่องที่ควรวิจัยเร่งด่วน 7 ด้าน คือ 1.การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และชุมชนเข้มแข็ง 2.การป้องกันโรคและรักษาสุขภาพ 3.การจัดการทรัพยากรน้ำ 4.การจัดการทรัพยากรดินและน้ำ 5.การพัฒนาด้านการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 6.ภาวะโลกร้อนและพลังงานทดแทน 7.ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และ 8.การบริหารจัดการการท่องเที่ยว
ศ.นพ.สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น หรืออาร์ดีไอ ได้เสนอแนะเกี่ยวกับร่างยุทธศาสตร์ฯ ว่า ตนเห็นด้วยกับการกำหนดให้การสร้างศักยภาพและความสามารถเพื่อการพัฒนาด้านสังคม เป็นยุทธศาตร์แรก เพราะปัญหาสังคมถือเป็นประเด็นหลักแต่ที่ผ่านมาแผนยุทธศาสตร์จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจเป็นสำคัญและก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมตามมา
สำหรับการกำหนดหัวข้อการวิจัยเร่งด่วนนั้น ตนอยากจะเสนอแนะให้บรรจุปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในภาคอีสานเป็นงานวิจัยที่ต้องเร่งด่วน เพราะปัจจุบันปฏิเสธความแตกแยกที่เกิดขึ้นมาจากการเมือง และภาคอีสานตนมองว่าน่าจะเป็นรากฐานและเป็นพลังขับเคลื่อนที่สำคัญจนนำไปสู่ความขัดแย้งระดับชาติที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ และคิดว่าปัญหานี้น่าจะอยู่คงอยู่อีกนาน
"ยกตัวอย่างเช่น นักวิจัยอาจจะมีการวิจัยเรื่องคนเสื้อเหลืองกับคนเสื้อแดงว่า มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างไร วัฒนธรรมเป็นอย่างไร อุดมการณ์ทางการเมือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งแม้ว่าการวิจัยในเรื่องนี้อาจจะยากหน่อยแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องวิจัย"
ส่วนประเด็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งศึกษาวิจัย คือ ระเบียงเศรษฐกิจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งอาจจะมุ่งเน้นเรื่องการเชื่อมต่อกับกลุ่มจีเอ็มเอสและถนนระเบียงเศรษฐกิจ แต่ในการวิจัยอยากจะมุ่งเน้นเรื่องวิกฤติแม่น้ำโขง เนื่องจากในช่วงเดือน มี.ค.-เม.ย.ที่ผ่านมา ทางสถานบันฯ ได้มีโอกาสลงพื้นที่เพื่อศึกษาวิจัยวิกฤติแม่น้ำโขง สิ่งที่พบก็คือแม่น้ำโขงลดลงต่ำสุดในรอบ 47 ปี ขณะที่ในภาคอีสานมี 6 จังหวัดที่อยู่ติดกับแม่น้ำโขง ประชากร 4.6 ล้านคน ระยะทาง 976 กม.ซึ่งวิกฤติภัยแล้งที่เกิดเป็นภาวะฉุกเฉินที่ประชาชนและเกษตรกรปรับตัวค่อนข้างยาก ซึ่งส่งผลกระทบเป็นอย่างมาก จึงอยากจะให้บรรจุแผนงานการวิจัยเกี่ยวกับแม่น้ำโขงลงในแผนยุทธศาสตร์ด้วย