ศูนย์วิจัยปัญหาสุราหนุนอลงกรณ์สั่งทบทวนกรอบเอฟทีเอ

ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ” หนุน “ อลงกรณ์ ” สั่งทบทวนกรอบเอฟทีเอ ยกเลิกเปิดเสรีภาษีน้ำเมา ชี้เป็นการปกป้องสังคม มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ด้าน “ เครือข่ายงดเหล้า ” เผย สหภาพยุโรป เป็นพ่อค้าเหล้ารายใหญ่ ทำลายเยาวชน แนะบอยขอต ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อยู่ในกรอบการค้าเสรีระหว่างไทย - อียู

 (15ก.ค.) นพ.ทักษพล     ธรรมรังสี   ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ( ศวส.)    กล่าวถึงกรณีที่นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์   สั่งทบทวนกรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศ (เอฟทีเอ) โดยกระทรวงพาณิชย์แสดงจุดยืนที่ต้องการยกเลิกการเปิดเสรีให้กับสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ได้แก่   เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เบียร์ ไวน์ บุหรี่   ออกจากบัญชีสินค้าที่นำมาลดภาษีเป็น0% ว่า   กระทรวงพาณิชย์มีความชัดเจนในเรื่องนี้   ที่มองว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่อันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของครอบครัว คร่าชีวิตคนไทยปีละ 2.6 หมื่นราย ถือเป็นสินค้าบาปที่ไม่ควรส่งเสริมการนำเข้า

 นพ.ทักษพล    กล่าวว่า   ผลประโยชน์ที่ได้จากการลดภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ถือว่าแทบไม่มีหรือมีมูลค่าน้อยกว่า เมื่อเทียบกับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะเมื่อพิจารณาปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่นำเข้าจากต่างประเทศของคนไทยในปี 2540   พบว่าเพิ่มขึ้นจาก 0.31 ลิตร ต่อคนต่อปี เป็น 1.24 ลิตรในปี2550   หรือมีการเติบโตประมาณ 13 % ต่อปี ซึ่งในทางตรงกันข้าม ปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศมีแนวโน้มคงที่ เนื่องจากการดื่มแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นของประชากรไทยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ระหว่าง 2540-2550   เป็นผลมาจากการเติบโตของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นำเข้าเป็นสำคัญ   และกลุ่มอุตสาหกรรมสุราข้ามชาติยังเป็นตัวหลักสำคัญในการเจรจาผลักดันข้อตกลงเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชีย เพื่อหวังประโยชน์จากการลดภาษีนำเข้า ซึ่งตลาดของอุตสาหกรรมสุราถือว่าเติบโตเร็วมาก เห็นได้จากการย้ายฐานการผลิต หรือ สำนักงานขาย มายังประเทศในกลุ่มอาเซียน      

  “การบรรจุเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในข้อตกลงการค้าจะทำให้ ราคาถูกลง มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่หลากหลาย เพราะมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ดังนั้นการแข่งขันทางการตลาดจะรุนแรงขึ้น อันจะส่งผลกระทบต่อกลุ่มเยาวชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   จึงไม่เป็นผลดีต่อการควบคุมปัญหาและผลกระทบต่อสุขภาพที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษา   และเห็นว่ากระทรวงพาณิชย์มีความกล้าหาญทางจริยธรรมในการปกป้องอนาคตของสังคม และหวังว่าจะไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันจากประเทศผู้ส่งออก ” นพ.ทักษพล   กล่าว

 ด้านภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี   ผู้อำนวยการ สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า(สคล.)   กล่าวว่า   ขอชื่นชม ที่นายอลงกรณ์ มีความกล้าหาญทางจริยธรรม ซึ่งจะเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ในการเจรจาทางการค้า ที่ไม่ควรคิดแต่เรื่องเงินเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เป็นอันตรายต่อสังคมด้วย ที่ผ่านมาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนที่เป็นนักดื่มหน้าใหม่ ที่มีอายุต่ำลงเรื่อยๆ เพราะยิ่งราคาถูกลง จะยิ่งทำให้เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นมิติใหม่ของภาคการค้า ที่หันมาให้ความสนใจและความสำคัญเรื่องของสุขภาพประชาชน  

  ภก.สงกรานต์ กล่าวต่อว่า   สหภาพยุโรปเป็นผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายใหญ่ที่ไทยนำเข้ามากที่สุด   จึงไม่ควรปล่อยให้สินค้าเหล่านี้ทำลายเยาวชน ควรยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ออกจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป (อียู)   นอกจากนี้ยังขอให้กระทรวงพาณิชย์ พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อคนไทย เช่น   เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทั้งเรื่องยาและความหลากหลายทางชีวภาพ เรื่องการลงทุนสินค้าเกษตรที่ทำลายเกษตรกรและผู้ค้ารายย่อย รัฐบาลควรคิดถึงการเก็บภาษีผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ได้ประโยชน์จากการเจรจา มาชดเชยประชาชนที่ได้รับผลกระทบและเสียประโยชน์