นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศไปศึกษากรอบข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือเอฟทีเอ ที่ประเทศไทยได้ทำกับประเทศต่างๆ เพื่อพิจารณาว่ากรอบข้อตกลงใดมีการเปิดเสรีสินค้าที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สุรา และบุหรี่ หรือไม่ และดูว่าสามารถหยิบยกขึ้นมาทบทวนใหม่ได้หรือไม่ เมื่อถึงเวลาที่ทั้ง 2 ฝ่ายกำหนดให้มีการทบทวนข้อเจรจากัน โดยจุดยืนของกระทรวงพาณิชย์คือ ต้องการยกเลิกรายการสินค้าดังกล่าวออกจากบัญชีสินค้าที่นำมาลดภาษีเป็น 0%
“เราต้องการส่งสัญญาณในเรื่องนี้ โดยการสร้างมาตรฐานทางการค้าขึ้นมาใหม่ให้ทุกประเทศรู้ว่าไม่ส่งเสริมสินค้า ซึ่งมองว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของครอบครัวด้วยการลดภาษีเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าประเทศไทยไม่ได้มีการกีดกันทางการค้า โดยการค้าขายสินค้าเหล่านี้ยังสามารถค้าขายได้ตามปกติ แต่จะไม่ใช่สินค้าที่ได้รับการสนับสนุนด้วยการลดภาษีเป็นศูนย์เท่านั้น โดยจะขอกลับไปจัดเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงตามเดิม” นายอลงกรณ์กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกประเทศน่าจะเห็นด้วยกับจุดยืนนี้ของไทย และมั่นใจว่าจะสามารถชี้แจงให้แก่สภาผู้แทนราษฎรของประเทศต่างๆ เข้าใจและเห็นคล้อยตามได้ ทั้งยังเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อแผนการลดภาษีนำเข้าสินค้ารายการอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้ข้อตกลงในกรอบอื่นๆ แน่นอน โดยกรอบความตกลงแรกที่ไทยจะดำเนินการขอให้ยกเลิกการเปิดเสรีสินค้าดังกล่าวคือ กรอบของข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย และกรอบความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างไทย-นิวซีแลนด์ เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดให้มีการทบทวนการเปิดเสรี
นายอลงกรณ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนในเดือนตุลาคมนี้ ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งประเทศไทยเตรียมจะเสนอต่อที่ประชุมให้ประเทศจีนยกเลิกการเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) กับสินค้าที่นำเข้าจากไทยและอาเซียน ซึ่งก่อนหน้านี้ได้จัดทำข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรีกับจีน และแม้ว่าจีนจะลดภาษีนำเข้าเป็น 0% แต่กลับมาเรียกเก็บภาษีแวตจากผู้นำเข้าของไทยและอาเซียน ซึ่งไม่แตกต่างอะไรจากการเก็บภาษีนำเข้า ถือว่าจีนไม่ได้ทำตามข้อตกลงเปิดเสรี
“ที่ผ่านมาทุกประเทศต้องหวานอมขมกลืนกับการเก็บภาษีแวตของจีน พยายามอดทน แต่ทุกเรื่องมีขีดจำกัด ดังนั้นไทยจะผลักดันให้มีการนำเรื่องนี้มาทบทวนในเวทีของอาเซียน โดยเสนอให้จีนยกเลิกเก็บภาษีแวตจากผู้นำเข้า ซึ่งเบื้องต้นหลายประเทศในอาเซียนเห็นด้วยกับข้อเสนอของไทยแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นการเปิดเสรีที่ไม่เป็นธรรม” นายอลงกรณ์กล่าว