เร่งฟื้นแหล่งน้ำ รับภัยแล้งถาวร ควบคู่ "แก้มลิง"

อธิบดีกรมชลประทานย้ำการแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ยังมีความจำเป็น ต้องเดินหน้าควบคู่กับโครงการขนาดกลาง ขนาดเล็กและโครงการแก้มลิงที่มีศักยภาพ

  นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนน้ำในปีนี้ ภาครัฐได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้เลื่อนการทำนาปีออกไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม 2553 สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากแหล่งน้ำต้นทุนยังไม่พอเพียง ประกอบกับสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่แน่นอนในขณะที่ความต้องการน้ำในทุกภาคส่วนกลับเพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้ง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศ

 ทั้งนี้ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ที่สำคัญ 2 แหล่งคือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ สามารถกักเก็บน้ำรวมกันได้กว่า 22,920 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ในช่วงที่ผ่านมามีปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคการเกษตรได้ทำการเพาะปลูกเกินแผนที่วางไว้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาปรัง อีกทั้งบางพื้นที่ทำนาปรังรอบ 2 ด้วย จึงต้องใช้น้ำสำรองมากขึ้น

 “ปริมาณน้ำมีเท่าเดิม แต่ปริมาณการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ปัญหาการขาดแคลนน้ำจึงเกิดขึ้น แม้จะมีน้ำจากโครงการแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาช่วยเหลือแต่ก็ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นในการแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็ก ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ลุ่มต่ำทั่วประเทศเป็นพื้นที่แก้มลิงและสร้างแหล่งน้ำในชุมชนเสริม รวมทั้งการรณรงค์ให้ใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า" นายชลิต กล่าว