แอฟริกาใต้เสนอแมนเดลาโมเดลดับขัดแย้งไทย

วงสัมมนา"คอป. “ ดึง "อัฟริกาใต้” เสนอ “ แมนเดลาโมเดล ” ดับขัดแย้งในไทย ยกความสำเร็จหลังใช้ “รักบี้” ทลายกำแพงเหยียดผิวเป็นตัวอย่าง หวังไทยสามัคคีได้ แนะใช้วัฒนธรรมเชิงสัญลักษณ์ดึงทุกสี “ปรองดอง” “ปริญญา” จี้คอป.วางกรอบ “ ค้นความจริง ” สาเหตุการตายไขข้อข้องใจคนเสื้อแดงอย่าให้เป็น 2 มาตรฐาน

 (28มิ.ย.) ที่รร.สยามซิตี้ นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.) เป็นประธานการประชุมระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยผู้เข้าร่วมประชุมหลายคนแสดงความกังวลว่าคอป.จะไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมเนื่องจากขณะนี้สังคมไทยหาคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับยาก แม้แต่การเสนอชื่อกรรมการก็จะถูกมองว่าสังกัดสีใดสีหนึ่ง สุดท้ายข้อสรุปที่ออกมาหากสร้างความเสียหายให้ฝ่ายใดคอป.จะถูกฟ้องร้องได้ ทั้งนี้มีการเสนอให้ใช้บุคคลที่อยู่ในองค์กรระหว่างประเทศมาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย

 นายอัษฎา ชัยนาม อดีตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การสหประชาชาติ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการสร้างความปรองดองไม่ได้มาจากการหาข้อเท็จจริงเพราะความจริงในบ้านเรานั้นหายาก หลายเรื่องเป็นเรื่องโกหก หรือมีความจริงเพียงครึ่งเดียว ขณะที่ความจริงอีกหลายเรื่องก็พูดออกมาไม่ได้ ดังนั้นการปรองดองคือการเจรจาต่อรอง ต้องเปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้เข้ามาพูดคุยกันโดยให้มีอำนาจในการต่อรองพอๆกัน หรือใกล้เคียงกันทุกฝ่ายถึงจะยอมคุยกัน โดยต้องเจรจาแบบปิดลับจึงจะปรองดองได้

 นายฮาเวิร์ด วานนี่ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริงสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม จากเมืองเคปทาวน์ อัฟริกาใต้ กล่าวว่า ความขัดแย้งว่าด้วยเรื่องสีผิวในอัฟริกาใต้นำไปสู่ความรุนแรงในชาติทำให้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสร้างความปรองดองขึ้น โดยคุณสมบัติสำคัญ 3 ประการคือ 1 .มีความอิสระ 2 .โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีอคติ และ 3 .มีอำนาจพอสมควร ที่อัฟริกาใต้ต้องร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อคุ้มครองความอิสระของคณะกรรมการ ควรจะมีการออกกฎหมายคุ้มครองคอป.ของไทยเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องด้วย ขณะเดียวกันตัวกรรมการก็ต้องมีความโปร่งใส ต้องเปิดเผยทรัพย์สินและต้องพิสูจน์ตัวเองว่าไม่มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองไม่ว่าข้างไหน คณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีอำนาจในการเชิญตัวเหยื่อ และสามารถบังคับพยานมาให้ข้อมูลเพื่อหาข้อเท็จจริงในเหตุการณ์ รวมถึงต้องตั้งงบประมาณได้เองไม่ต้องพึ่งพาจากฝ่ายการเมือง

 นายฮาเวิร์ด กล่าวว่า ในอัฟริกาใต้ เนลสัน แมนเดลา พยายามสมานฉันท์ระหว่างคนดำกับคนขาวโดยผ่านกีฬารักบี้ ซึ่งเป็นกีฬาของคนผิวขาว ถือเป็นความชาญฉลาดมาก และเป็นวิธีการที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง กีฬารักบี้สามารถขับเคลื่อนไปสู่ความรักชาติของคนต่างสีผิวได้ ดังนั้นในสังคมไทยอาจจะทำได้ด้วยการใช้สัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมบางอย่างดึงทุกคนมาร่วมมือกัน อย่างไรก็ตามความสมานฉันท์จะเกิดไม่ได้เลยถ้าไม่ชดเชยหรือเห็นอกเห็นใจผู้เสียหายอย่างเพียงพอ

 “กรณีเซียรา ลีโอน นั้น เมื่อคอป.ทำงานแล้วแนะนำว่าผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกดขี่ต้องขอโทษผู้ที่ถูกกดขี่ ปรากฎว่าประธานาธิบดีเซียร่า ขอโทษผู้หญิงที่ถูกกดขี่ในช่วงขัดแย้ง และยืนยันว่าเธอจะได้มีสิทธิมีเสียงอย่างแท้จริงในการได้รับการชดเชยต่างๆ รวมถึงตั้งวันสันติภาพแห่งชาติ ทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายลง ” นายฮาเวิร์ด กล่าว และว่า

 การทำงานของคอป.ใน อัฟริกาใต้ใช้เวลา 2 ปี ตั้งแต่ระหว่างปี 1995 -1997 แต่กว่าจะเสร็จสิ้นการฟ้องร้องปี 2002 โดยไม่เน้นศึกษาเชิงโครงสร้าง แต่ตั้งคณะกรรมการค้นหาความจริงในเหตุกาณณ์ความรุนแรงควบคู่ไปกับคณะกรรมการเยียวยาดูแลเหยื่อ ตนเห็นว่ากระบวนการมีความสำคัญมากกว่าผลลัพธ์ สุดท้ายรายงานครั้งนั้นคนผิวขาวไม่ยอมรับมากนัก แต่ได้รับการยอมรับจากผิวดำมากกว่า

 น.ส.พริซซีล่า ฮายเน่อ ที่ปรึกษาด้านการค้นหาความจริงสถาบันนานาชาติการเปลี่ยนผ่านเพื่อความยุติธรรม จากนครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ กล่าวว่า คนต่างประเทศ เมื่อรู้ว่าประเทศไทยจะตั้งคอป.ขึ้นมาต่างไม่อยากเชื่อ เพราะสังคมไทยยังไม่เกิดความรุนแรงถึงขั้นภาวะสงครามกลางเมืองอย่างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ แต่ก็ถือว่าดีที่ไทยตระหนักถึงการแก้ปัญหาความขัดแย้งไว้ก่อน ทั้งนี้ การสร้างความปรองดองไม่ใช่อยู่ดีๆบอกให้ลุกขึ้นมาแล้วบอกว่าให้ปรองดอง เพราะคนเราจะไม่ให้อภัยจนกว่าคนที่กระทำความผิดสำนึกผิด และ คอป . ไม่ใช่ยาสารพัดนึกที่จะรักษาได้ทุกโรค เพราะมีบางครั้งที่ คอป ทำไม่สำเร็จ เป็นเพราะ คณะกรรมการเผชิญข้อจำกัด และรัฐบาลไม่มีเจตจำนงค์ทางการเมืองที่จะตั้งคอป.อย่างแท้จริง แต่เกิดขึ้นมาจากการกดดันจากฝ่ายต่างๆ หากเป็น แบบนี้ คอป . ก็จะไม่สามารถทำงานได้ และมักจะล้มไปก่อนที่จะมีผลงานออกมา

 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ขอเสนอให้คอป.วางกรอบเวลาในการหาข้อเท็จจริง ( Fact finding ) มากกว่าการหาความจริง( Truth Seeking ) เพื่อให้รู้สาเหตุของคนตายมากกว่าว่า 80 ศพ ว่าตายจากอะไร เจ้าหน้าที่ทำเกินอำนาจหรือไม่ การเผาบ้านเผาเมืองที่เกิดขึ้นเกิดจากใคร เพื่อป้องกันการปะทุขึ้นมาอีกรอบ แต่ไม่ได้ชี้ว่าใครผิดใครถูก เพราะเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ภายใต้เป้าหมายคือให้คนไทยอยู่ร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างกัน สิ่งที่สำคัญก่อนที่จะปรองดองกันได้คือต้องมีความเป็นธรรมในสังคม เพราะบางเรื่องมีการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมเรื่องไปไม่ถึงศาล ซึ่งไม่ใช่ความผิดของตุลาการ แต่เป็นล่าช้าของกระบวนการ ดังนั้นอย่าทำให้รู้สึกว่ามีการเลือกการปฏิบัติ ตอนนี้คำว่าปรองดองสมานฉันท์คนเสื้อแดงฟังแล้วรับไม่ได้เพราะยังรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติอยู่

 “เปรียบกับฟุตบอลโลกมี 2 ทีมมีความขัดแย้งสุดโต่ง แต่แข่งขันกันได้เพราะเคารพกติกา แต่เมื่อไหร่ที่มีเรื่องกันในสนาม แต่กรรมการแจกใบเหลือง ใบแดงอยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายทำอะไรก็ได้ มันก็แข่งกันไม่ได้ ” นายปริญญา กล่าว

 พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า ในฐานะที่ทำหน้าที่ใกล้ชิดม็อบทุกสี เห็นว่าม็อบทุกสีต้องการสร้างความเดือดร้อนให้บ้านเมืองเพื่อให้รัฐบาลมาสนใจ บางม็อบมีคนแค่ 200 คนแต่ก็ปิดถนน ตำรวจก็จัดการไม่ได้เพราะกฎหมายไม่เอื้ออำนวย รัฐธรรมนูญเขียนจนเราทำอะไรไม่ได้ ส่วน พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะก็เชื่อว่าจะออกไม่ได้เพราะนักการเมืองยังต้องการให้มีผู้ชุมนุมเพื่อเป็นเครื่องมือในการต่อรองอำนาจ ดังนั้นกฎหมายนี้ก็คงออกไม่ได้ ดังนั้นหากไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกฝ่ายได้ สังคมไทยจะแก้ปัญหาม็อบไม่ได้เลย

 นายกิตติพงษ์ กิตติยารักษ์ เลขานุการคอป. กล่าว่า หน้าที่ของคอป.จะไม่ใช่แค่ค้นหาความจริงเพื่อหาคนรับผิดชอบทางกฎหมาย แต่จะค้นหาสาเหตุเพื่อป้องกันความรุนแรงในระยะยาว ขณะนี้ในสังคมไทยมีความเชื่อที่แตกต่างกันหลายชุด ซึ่งนำไปสู่ช่องว่างกว้างมากขึ้น ดังนั้นหากมีข้อเท็จจริงออกมาก็จะลดความรุนแรงลงได้