ภายหลังจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ “สึนามิ” ในปี 2547 ที่ได้ทำลายบ้านเรือนของชาวบ้านไปมากกว่า 100 หลังคาเรือน รวมไปถึงเครื่องมือในการทำประมงอีกกว่า 200 ราย ชาวบ้านเกาะมุกด์จึงร่วมกับ “มูลนิธิอันดามัน” โดยความร่วมมือกับ “มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” จัดทำ “โครงการเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติชุมชนบ้านเกาะมุกด์” เพื่อร่วมกันคิดและวางแผนในการรับมือกับภัยพิบัติและภัยธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อลดความเสียหายของคนในชุมชนให้ได้มากที่สุด โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)
ปัจจุบันมีอาสาสมัครที่ดูแลเมื่อยามเกิดภัยพิบัติจำนวน 54 คน แบ่งออกเป็นทีมเฝ้าระวัง ทีมดูแลผู้เจ็บป่วย และทีมที่คอยเฝ้าดูแลทรัพย์สินของคนในชุมชน แต่ละฝ่ายก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน กำหนดจุดปลอดภัยถึง 3 จุดภายในเกาะ หากมีการส่งสัญญาณเตือนภัย จะสามารถอพยพคนทั้งหมดไปสู่จุดปลอดภัยได้ในเวลาไม่เกิน 40 นาที
นวนศรี รายารักษ์ กรรมการอาสาสมัครสาธารณสุขบ้านเกาะมุกด์ กล่าวว่า อาสาสมัครจะคอยเฝ้าระวังติดตามข่าวสารต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติและความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นกับชุมชนแห่งนี้แล้ว ยังได้ร่วมกันปกป้องและอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งด้วยการปลูกป่าชายเลนกำหนดเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์จำนวน 150 ไร่ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ เฝ้าระวังการลักลอบทำประมงที่ผิดกฎหมายในเขตพื้นที่ห้ามทำประมงซึ่งเป็นแหล่ง “หญ้าทะเล” อาหารที่สำคัญของ “พะยูน”
ที่สำคัญองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาเป็นหลักสูตรการเรียนการสอนให้เด็กนักเรียนของ “โรงเรียนบ้านเกาะมุกด์” โดยใช้ชื่อว่า “หลักสูตรภัยธรรมชาติ โรงเรียนปลอดภัย ชุมชนปลอดภัย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติให้เด็กๆ ที่สำคัญก็คือสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่และผู้ปกครองว่าบุตรหลานของเขาจะปลอดภัยเมื่อมีภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดขึ้นจริง
น.ส.นัจญมีย์ ทะเลลึก ครูประจำชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านเกาะมุกด์ กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าวจัดทำขึ้นมาตั้งแต่ปี 2549 มีการเรียนการสอนวิชานี้ทุกวันอังคาร ในทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาล-ม.3 เพื่อให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติทางธรรมชาติแต่ละประเภท สามารถดูแลตนเอง คนในครอบครัวและชุมชนได้อย่างถูกต้องปลอดภัยยามที่ต้องประสบกับสถานการณ์ภัยพิบัติเกิดขึ้น
“ที่สำคัญต้องการให้นักเรียนตระหนักถึงภัยพิบัติธรรมชาติต่างๆ นำความรู้ที่ได้จากโรงเรียนไปบอกสู่พ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชน ดูแลและอนุรักษ์ธรรมชาติ ป่าชายเลนที่ลดความรุนแรงของคลื่นยักษ์ได้ และปฏิบัติตัวเองได้ถูกต้อง พาตัวเองรอดพ้นจากสถานการณ์และภาวะฉุกเฉินต่างๆ ลดความโกลาหลที่จะเกิดขึ้นระหว่างโรงเรียนและชุมชนในการอพยพหนีภัย ผู้ปกครองและนักเรียนจะได้ไปเจอกันยังจุดนัดพบหรือจุดปลอดภัยโดยไม่ต้องห่วงบุตรหลาน” คุณครูนัจญมีย์ระบุ
ภาคภูมิ วิธานติรวัฒน์ กรรมการเลขานุการมูลนิธิอันดามัน กล่าวว่า หลักสำคัญในการรับมือกับภัยพิบัติก็คือการนำคนออกจากจุดเสี่ยงไปสู่จุดที่ปลอดภัย ด้วยเหตุนี้ชุมชนจึงต้องดูแลตัวเองเมื่อเกิดภัย และนำคนออกจากจุดเสี่ยงไปสู่จุดที่ปลอดภัยได้ ในช่วงที่เกิดภัยระยะต้น คนในชุมชนต้องช่วยเหลือกันเองก่อน ทั้งเรื่องของการบาดเจ็บ การอพยพ ข้าวปลาอาหาร และต้องถูกเตรียมความพร้อมไว้ เพราะการอพยพโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมจะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ มากมาย
หลักสูตรภัยธรรมชาติ เกาะมุกด์นอกจากเป็นการเฝ้าระวังและเตรียมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจจะเกิดขึ้นได้แล้ว ยังพัฒนาเป็นเครือข่ายร่วมมือกันเพื่อเฝ้าระวังป้องกันทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งให้คงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เป็นแหล่งทรัพยากรอาหารและแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามตลอดไปอีกด้วย