เศรษฐีเอเชียรวยแซงยุโรปครั้งแรกขับเคลื่อนศก.โลก
สิงคโปร์-ผลการศึกษาชี้จำนวนเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นหลังมรสุมเศรษฐกิจผ่านพ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียที่มีนักธุรกิจมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเป็น 3 ล้านคนและมีสินทรัพย์รวมกันเกือบ 9.7 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์รวมของเศรษฐียุโรปเป็นครั้งแรก
เมอร์ริล ลินช์ โกลบอล เวลธ์ วาณิชธนกิจชั้นนำ ร่วมมือกับ แคปเจมิไน บริษัทที่ปรึกษาธุรกิจ ทำการศึกษาบุคคลที่มีสินทรัพย์สุทธิสูงสุด (เอชเอ็นดับเบิลยูไอ) และได้เปิดเผยผลการศึกษาเมื่อวันพุธ (23 มิ.ย.) ว่าหลังจากที่มรสุมเศรษฐกิจโลกเริ่มผ่อนแรงลง ทำให้จำนวนเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มขึ้นมาอีกครั้ง โดยในปี 2552 มีเศรษฐีซึ่งมีสินทรัพย์สุทธิมากกว่า 1 ล้านดอลลาร์ ถึง 10 ล้านคน ในจำนวนนี้ประชากรที่มีฐานะมั่งคั่งส่วนใหญ่อยู่ในสหรัฐ ญี่ปุ่น และเยอรมนี
ทั้งยังเป็นครั้งแรกที่ผลการศึกษาของเมอร์ริล ลินช์ ชี้ว่าจำนวนเศรษฐีในเอเชียแปซิฟิก เพิ่มสูงขึ้น 25.8% หรือประมาณ 3 ล้านคน เท่าเทียมกับจำนวนเศรษฐีในยุโรป และมีสินทรัพย์รวมกันถึง 9.7 ล้านล้านดอลลาร์ สูงกว่าสินทรัพย์สุทธิ 9.5 ล้านล้านดอลลาร์ของเศรษฐีในยุโรป ทั้งที่ในปี 2551 ที่มรสุมเศรษฐกิจโลกรุมเร้า จำนวนเศรษฐีในเอเชีย-แปซิฟิกลดลงสู่ระดับ14.2% ของจำนวนประชากร
ส่วนอเมริกาเหนือยังมีจำนวนมหาเศรษฐีมากถึง 3.1 ล้านคนและมีสินทรัพย์สุทธิรวมกันถึง 10.7 ล้านล้านดอลลาร์ โดยอยู่ในสหรัฐถึง 2.87 ล้านคนและ ญี่ปุ่น 1.65 ล้านคน ส่วนฮ่องกงมีจำนวนมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้น 104% และอินเดียเพิ่มขึ้น 51%
การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้เป็นเพราะเอเชียแปซิฟิกมีการเติบโตทั้งในด้านเศรษฐกิจและตลาดหุ้นมากกว่ายุโรป โดยมีฮ่องกง อินเดีย และจีนเป็นเฟืองจักรขับเคลื่อนสำคัญ ผู้บริหารแคปเจมิไน ชี้ว่า เอเชียแปซิฟิกเป็นเพียงภูมิภาคเดียวที่มีการขยายตัวทั้งในด้านเศรษฐกิจมหภาคและตลาดหุ้นอย่างมากในปีที่แล้ว






