ป่าพรุควนเคร็งมีพื้นที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมอยู่ในเขต อ.เชียรใหญ่, อ.เฉลิมพระเกียรติ, อ.ร่อนพิบูลย์, อ.ชะอวด, อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และอ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 223,320 ไร่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ เนื้อที่ 165,825 ไร่ และป่าถาวร ตามมติ ครม.จำนวน 57,495 ไร่ ได้แก่ กลุ่มป่าบ้านกุมแป ป่าบ้านในกลุ่มป่าควนเคร็ง กลุ่มป่าท่าช้างข้าม กลุ่มป่าคลองฆ็อง กลุ่มป่าดอนทรายและป่ากลอง ทั้งหมดอยู่ในผืนแผ่นดินที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยเหลือราษฎรของพระองค์
ไฟที่เกิดขึ้นและลุกลามบนผืนป่าแห่งนี้ ทั้งบนดินและใต้ดิน ทั้งหมดล้วนเกิดจากฝีมือ “มนุษย์” ที่เป็นผู้จุดขึ้น การเกิดขึ้นทุกจุด เกิดจากการเผา ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบตามแต่ใครจะถนัด ชาวบ้านเผาเองเพื่อทำกิน นายทุนจ้างเผาเพื่อครอบครองที่ดินผืนใหญ่ การจุดไฟนั้นนับเป็นการ “วางเพลิง” แบบชาวบ้าน ด้วยการนำเอาธูปขนาดใหญ่มาผูกมัดด้วยก้านไม้ขีด แล้วนำไปปักทิ้งไว้ในจุดที่เต็มไปด้วยเชื้อเพลิงอย่างดีจากเศษใบเสม็ด ต้นไม้ใบหญ้า ป่ากระจูดที่ทับถม เมื่อธูปลามถึงก้านไม้ขีดเปลวเพลิงที่เกิดขึ้นย่อมลุกลามไป จนควบคุมไม่ได้ผลาญผืนป่าแห่งนี้จนย่อยยับ เพียงเพื่อหวังพื้นที่ดิน นำมาทำสวนปาล์มเท่านั้น
"ศรัณย์ ใจสอาด" ผอ.สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 5 บอกอย่างเดือดดาลว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งปัญหานี้แม้ว่าจะแก้ที่ปลายเหตุก็ตามต้องแก้ให้ได้ หากแก้ไม่ได้ต้องย้ายกันไปสักข้างไม่เป็นผมเองก็ต้องเป็นหัวหน้าที่ดูแลอยู่ในพื้นที่ทั้งหลาย วิธีการของคนพวกนี้ที่ต้องการเอาพื้นที่ป่าพรุที่ดีที่สุดคือการจุดไฟเผาแล้วขุดแนวร่องน้ำ และเป็นการเผาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของชาวบ้านที่ต้องการที่ทำกิน รับจ้างเผา นายทุน กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปที่ดิน จุดไฟเผากันทุกวัน พอเจ้าหน้าที่ดับ ชาวบ้านที่ช่วยกันอนุรักษ์ผืนป่าร่วมกันดับ คนพวกนี้ก็จุดอีก ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์พบว่าหากยังไม่มีฝนตกหนักไฟจะสงบได้ราวเดือนตุลาคม เพราะในปีนี้มีไฟถูกจุดทั้งสิ้น 253 ครั้ง พื้นที่เสียหายไปแล้วกว่า 1.2 หมื่นไร่
และเมื่อตรวจดูพื้นที่ป่าแห่งนี้ พบว่า หลายจุดของป่าควนเคร็งอยู่ในสภาพที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงมาก ฝูงลิงแสม นกป่า พันธุ์ไม้ป่าพรุขึ้นอยู่หนาแน่นแต่กลับมีรถแบ็กโฮเดินหน้าเข้าไปกวาดทำลายพันธุ์ไม้เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะขุดร่อง ทำแนวคันคู เพื่อที่จะปลูกพันธุ์ปาล์มน้ำมัน เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบกลับมีเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.มาแสดง คำถามที่ตามมาคือ ส.ป.ก.ออกมาได้อย่างไรในสภาพป่าสมบูรณ์นั่นคือความไม่ปกติ
"สมเอก อินทร์ช่วย" นายก อบต.เคร็ง บอกว่า ประชาชนในพื้นที่กำลังเดือดร้อนหนัก ส่วนใหญ่กว่า 90% มีอาชีพทำผลิตภัณฑ์จากกระจูด แต่เนื่องจากป่าพรุควนเคร็งถูกไฟเผาผลาญจนแทบไม่เหลือกระจูดให้ชาวบ้านได้ประกอบอาชีพต่อไป และคาดว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูป่าพรุให้กลับมาสมบูรณ์อย่างน้อย 2-3 ปี
ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ตำหนิคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่และเจ้าหน้าที่บางคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน เข้าไปช่วยเหลือนายทุน เพื่อที่จะเข้าไปครอบครองทำประโยชน์บนผืนแผ่นดินป่าพรุควนเคร็ง แต่กลับลืมมองว่ากำลังทำลายป่าที่อุดมสมบูรณ์แล้วยังทำลายแหล่งอาชีพ แหล่งหากินของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวนใกล้เคียง ที่สำคัญสิ่งที่ทำล้วนผิดกฎหมาย (ติดตาม...ผลาญป่าพรุควนเคร็ง ใครได้..?..( 2 )ใครเสีย..?.. ในวันพรุ่งนี้)
กฤษณะ ทิวัตถ์สิริกุล