หากนำตัวเลขไปเปรียบเทียบกับฤดูร้อนปีที่ผ่านๆ มา ยิ่งสร้างความปวดหัวมากยิ่งขึ้น เพราะในปี 2553 เป็นปีที่น้ำในเขื่อนเหลือปริมาณน้อยที่สุดในรอบ 20 ปี เลยทีเดียว...
ข้อมูลจากเขื่อนภูมิพลระบุว่า ต้นเดือนพฤษภาคม น้ำเหลือติดก้นอ่างเก็บน้ำแค่ 890 ล้าน ลบ.ม. จากที่เก็บกักน้ำได้สูงสุดถึง 1.3 หมื่นล้าน ลบ.ม. ในแต่ละวันต้องระบายน้ำให้ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภควันละ 12 ล้าน ลบ.ม สรุปว่า เหลือน้ำในเขื่อนแค่ 9 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น และอีกไม่นานอาจต้องหยุดส่งน้ำให้ประชาชนในพื้นที่
นายประเสริฐ ธำรงวิศวะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อนสิริกิติ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ว่า ขณะนี้เขื่อนเจอวิกฤติภัยแล้งสุดในรอบ 18 ปี เหลือนํ้าใช้แค่อีก 50 กว่าวัน ชาวบ้านอาจต้องจอดเรือแพทิ้งแล้วเดินลุยน้ำข้ามเขื่อน เพราะฝนทิ้งช่วงไม่ยอมตก ทำให้ไม่มีน้ำไหลเข้าเขื่อน ขณะนี้เขื่อนสิริกิติ์เหลือน้ำแค่ 539 ล้าน ลบ.ม. หรือแค่ 6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น...
ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ผู้อำนวยการส่วนอุทกวิทยากรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายถึงภาวะที่น้ำในเขื่อนแห้งที่สุดในรอบ 20 ปีว่า สืบเนื่องจากความแปรปรวนของอากาศ ซึ่งคนทั่วประเทศไทยรับรู้ได้เลยว่า หน้าร้อนปีนี้อากาศร้อนสาหัส หลายจังหวัดมีอุณหภูมิพุ่งสูงถึง 40 องศา เมื่ออากาศร้อนจัดอุณหภูมิผิวน้ำทะเลก็สูงขึ้นกว่าปกติ เมื่อระเหยกลายเป็นไอซึ่งปกติไอทะเลจะกลั่นตัวสูงขึ้นไป เมื่อถูกลมพัดก็กลายเป็นฝนไปตกตามที่ต่างๆ แต่ในทะเลจีนใต้ปีนี้อากาศร้อนทำให้ไอทะเลระเหยขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการกลั่นตัวเป็นก้อนเมฆหนัก จนลมไม่สามารถพัดถึงฝั่งได้ ปีนี้ฝนจึงตกกลางทะเลเป็นส่วนใหญ่อาจมีพัดพามาที่ชายฝั่งบ้าง ทำให้เขื่อนทั่วประเทศขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤติ
"ตอนนี้ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน ฝนจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาแล้ว เฉพาะเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำไหลเข้าวันละ 9 ล้านลบ.ม. ส่วนเขื่อนเจ้าพระยามีน้ำไหลเข้าวันละเกือบ 2 ล้าน ลบ.ม. แต่ในภาครวมยังพยากรณ์ไม่ได้ว่าปีนี้ฝนจะตกมากน้อยเท่าไร แต่หลายฝ่ายกังวลว่าฝนจะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งต้องรอดูว่าพายุฝนจากทะเลแปซิฟิก ที่พัดมาช่วงเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมจะมีปริมาณเท่าไร"
ขณะที่ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผอ.ศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ตั้งข้อสังเกตแตกต่างไปว่า ภาวะอากาศที่ร้อนจัดและแห้งแล้งจัดในปีนี้เกิดจากอิทธิพลของปรากฏการณ์ “เอลนีโญ่” ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือนเมษายน 2552 จนถึงมิถุนายน 2553 หมายความว่าถ้าปรากฏการณ์เอลนีโญ่ยังคงสภาพอยู่ ฤดูฝนปีนี้จะไม่มีพายุลูกใหญ่พัดเข้าเมืองไทย จะมีแค่ฝนท้องถิ่นเล็กๆ เท่านั้น สังเกตได้จากภาคเหนือของไทย ซึ่งปกติในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน จะมีฝนตกหนักเป็นระยะ แต่ปีนี้ปริมาณน้ำฝนน้อยมาก ทำให้ไม่มีน้ำไหลเข้าไปสะสมในเขื่อน
ทั้งนี้ "เอลนีโญ่" คือปรากฏที่กระแสน้ำมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือน้ำทะเลอุ่นมากผิดปกติ น้ำอุ่นนี้จะแผ่ขยายไปถึงตอนกลางของมหาสมุทรทำให้เมฆฝนก่อตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ฝนตกหนักในฝั่งตะวันออกและฝั่งกลาง ขณะที่ฝั่งตะวันตกของมหาสมุทรจะมีฝนน้อยจนแห้งแล้ง
สำรวจย้อนหลังไป 30 ปีที่ผ่านมา เกิดปรากฏการณ์เอลนีโญ่ขั้นรุนแรงไปทั่วโลก จนส่งผลกระทบถึงประเทศไทย 2 ครั้งคือ ในปี พ.ศ.2525-2526 และ พ.ศ.2541 ช่วงนั้นอากาศทั่วประเทศไทยทั้งร้อนและแห้งแล้ง จนถึงต้นฤดูฝนก็ยังไม่มีฝนตก
"กำลังลุ้นอยู่ว่าเดือนกรกฎาคมและสิงหาคม จะมีพายุลูกใหญ่พัดเข้ามาหรือไม่ ถ้าไม่มีพายุเลยเราจะขาดแคลนน้ำขั้นวิกฤติอย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำทำข้าวนาปี หรือเกษตรกรรมอย่างอื่น เพราะแค่น้ำกินน้ำใช้ก็ต้องแย่งกัน รัฐบาลต้องเริ่มวางแผนแบ่งปันน้ำให้ประชาชนรับรู้แล้ว ถือเป็นแผนเร่งด่วนก่อนจะมีสงครามแย่งน้ำเกิดขึ้น" ดร.เสรีกล่าวแนะนำ
ล่าสุด ข้อมูลจากสำนักชลประทานที่ 6 ภาคอีสานระบุเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมาว่า ปริมาณน้ำในเขื่อน และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เหลือปริมาณร้อยละ 20-30 เท่านั้น เช่น เขื่อนลำปาวมีน้ำ 438 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 30 ส่วนเขื่อนอุบลรัตน์ เหลือน้ำร้อยละ 25 หรือ 612 ล้าน ลบ.ม. แต่ใช้ได้แค่ 30 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งปล่อยน้ำออกไปได้แค่วันละ 1 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้ประชาชนใช้ดื่มกิน แต่ขอร้องให้เกษตรกรชะลอการปลูกพืชออกไปจนถึงปลายเดือนกรกฎาคม พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ประมาณ 150 เครื่อง สำหรับกรณีฉุกเฉิน
ด้านนายเกษมสันต์ จิณณวาโส อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ยอมรับว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำยังคงมีอยู่ เพราะน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ทั่วประเทศที่มีอยู่กว่า 30 แห่ง เหลือน้ำต่ำกว่าร้อยละ 30 สำหรับนโยบายป้องกันไม่ให้มีปัญหาแย่งชิงน้ำนั้น ขณะนี้ได้จัดตั้งคณะกรรมการลุ่มน้ำ 25 แห่งทั่วประเทศไทย ขึ้นมาเป็นตัวแทนของทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน ชาวบ้าน เพื่อร่วมปรึกษาและตัดสินใจว่าจะแบ่งน้ำกันอย่างไร เพราะถ้าไม่มีการประชุมเมื่อปล่อยน้ำจากเขื่อนชาวบ้านที่อยู่ต้นเขื่อนอาจดูดน้ำไปใช้หมด ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่กลางเขื่อนและท้ายเขื่อนเดือดร้อน การจัดสรรน้ำแบ่งเป็น 4 ส่วนสำคัญคือ 1.ทำเกษตร 2.ใช้อุปโภคบริโภค 3.ใช้ขับไล่น้ำเค็ม และ 4..เพื่อคมนาคม เช่น เดินเรือ
"วันนี้ยังเดาไม่ได้ว่าปริมาณฝนจะมีเท่าไร เมื่อต้นเดือนมิถุนายนมีฝนตกบ้างแล้ว ล่าสุดได้ประชุมร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา เพื่อทำการวิเคราะห์ร่องมรสุม เพื่อรู้ว่าฤดูฝนปีนี้จะมีพายุขนาดใหญ่มากน้อยเพียงไร ที่สำคัญคือต้องลุ้นว่าฝนจะตกเหนือเขื่อนหรือท้ายเขื่อน เพราะถ้าตกเหนือเขื่อนอาจทำให้มีน้ำไหลเข้าวันละ 10 ล้าน ลบ.ม. แต่ถ้าฝนตกท้ายเขื่อนอาจเก็บน้ำได้เพียง 1 ล้าน ลบ.ม." อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำกล่าวทิ้งท้าย