สำนักข่าวซินหัวรายงานเมื่อวันพฤหัสบดี (10 มิ.ย.) ว่าบริเวณที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบตกำลังตกอยู่ในอันตรายอันเนื่องจากปัญหาโลกร้อน จนทำให้ธารน้ำแข็งหรือกลาเซียร์เริ่มละลาย อันจะส่งผลกระทบต่อสันปันน้ำของแม่น้ำสายใหญ่อย่างน้อย 3 สายด้วยกัน
ผู้เชี่ยวชาญปัญหาโลกร้อนในจีนเปิดเผยว่า การละลายของธารน้ำแข็งบริเวณที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต ได้กัดเซาะบริเวณทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์และบริเวณที่ราบลุ่ม อันเป็นต้นน้ำของแม่น้ำฮวงโห แยงซีและแม่น้ำโขงทั้งสามสาย
นักวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นผู้นำการสำรวจสิ่งแวดล้อมลุ่มแม่น้ำแยงซีให้ความเห็นว่าการละลายของกลาเซียร์นับเป็นปรากฏการณ์ที่ส่งผลกระทบรุนแรงมาก คาดว่าภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ของธารน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จะละลายหายไปภายใน 10 ปีเท่านั้น และถ้าปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรงมากขึ้น การละลายของธารน้ำแข็งก็จะยิ่งรวดเร็วและยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากขึ้นเช่นกัน
เขตที่ราบสูงชิงไห่-ทิเบต เป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำฮวงโหถึงเกือบครึ่งหนึ่งนอกเหนือจากเป็นแหล่งป้อนน้ำให้แม่น้ำแยงซีราว 25 เปอร์เซ็นต์ และให้แม่น้ำโขงอีกราว 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งลุ่มน้ำทั้งสามแห่งนี้มีประชากรรวมกันราว 580 ล้านคน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นแหล่งผลิตข้าว แต่ปรากฏว่าตลอดช่วงไม่กี่เดือนมานี้ พื้นที่เหล่านี้ได้รับผลกระทบรุนแรงจากปัญหาภัยแล้งจนระดับน้ำลดต่ำผิดปกติ
ผลตามมาก็คือนับตั้งแต่ต้นปีมาแล้ว ชาวทิเบตราว 2 หมื่นคนต้องอพยพจากทุ่งหญ้าอันสมบูรณ์ไปตั้งรกรากใหม่ตามหมู่บ้านหลายแห่ง ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของทิเบตที่สืบทอดกันมานับพันๆ ปี ส่วนฝูงปศุสัตว์ที่เคยปล่อยเลี้ยงอย่างเสรีตามทุ่งหญ้าก็ต้องเบียดเสียดกันอยู่ในคอกที่มีพื้นที่จำกัด
นอกเหนือจากทุ่งหญ้าอันอุดมสมบูรณ์จะถูกน้ำกัดเซาะพังเป็นแถบๆ แล้ว ทะเลสาบและที่ราบลุ่มหลายแห่งก็เริ่มแห้งขอด โดยนับตั้งแต่ปี 2519-2551 เขตทุ่งหญ้าและที่ราบลุ่มถูกเซาะทำลายแล้วถึง 32 เปอร์เซ็นต์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำแห่งสถาบันสิ่งแวดล้อมชิงไห่ให้ความเห็นว่า ขนาดของทะเลสาบในบริเวณลดลงไป 228 ตารางกิโลเมตร หรือราว 836 เปอร์เซ็นต์ของขนาดของทะเลสาบโดยรวม
ด้านผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมชาวอเมริกันคนหนึ่งเตือนว่า วิกฤติการณ์น้ำที่เริ่มปรากฏให้เห็นรางๆ นี้ จะนำไปสู่วิกฤติการณ์การขาดแคลนอาหาร อันเนื่องมาจากสองฟากฝั่งแม่น้ำทั้งสามสายล้วนแต่เป็นแหล่งปลูกข้าวทั้งในจีนและหลายประเทศในเอเชียอาคเนย์