อ.ภาวนา มีกลิ่นหอม อาจารย์โรงเรียนคลองบางกะสี เผยว่า โรงเรียนได้ดำเนินงานตามโครงการดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2546 โดยเล็งเห็นว่า ในแต่ละวันเราใช้กระดาษถ่ายเอกสารเป็นจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นการใช้เพียงหน้าเดียว ส่วนที่เหลือไม่ได้ใช้ให้เกิดประโยชน์ นอกจากจะเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นการเพิ่มปริมาณขยะอีกด้วย จึงเกิดเป็นแนวคิดในการนำกระดาษอีกหนึ่งหน้าที่เหลือมาทำให้เกิดประโยชน์ โดยทำหนังสือในรูปแบบของหนังสือทำมือ แล้วนำไปสอดแทรกในวิชาศิลปะเพื่อให้เด็กๆ ได้เกิดแนวคิดสร้างสรรค์ ช่วยลดปริมาณขยะ ทั้งยังส่งเสริมให้น้องๆ ในโรงเรียนหันมาสนใจการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอีกด้วย จนได้รับรางวัลโรงเรียนส่งเสริมนิสัยรักการอ่านจาก สพฐ. ในปี 2546
"รูปแบบของหนังสือทำมือ หนังสือหน้าสอง จะเน้นการนำเรื่องราวต่างๆ ที่เป็นความรู้ไม่ว่าจะเป็นนิทาน การละเล่น ขนบธรรมเนียมประเพณี ชื่อสัตว์ ชื่อผลไม้ คำศัพท์ต่างๆ มาประกอบรูปภาพ และจัดทำให้หนังสือมีรูปลักษณ์ที่น่าสนใจ ดึงดูดให้อยากหยิบมาอ่าน เช่น หนังสือป๊อบ-อัพ หนังสือยืด หนังสือหน้าเดียว หนังสือกล่อง หนังสือโคม ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมให้รักการอ่านแล้ว ยังทำให้เด็กนักเรียนได้มีความคิดสร้างสรรค์ มีความอดทน รู้จักวิเคราะห์และจับประเด็นให้เนื้อหาอยู่ในหน้ากระดาษที่จำกัดได้ โดยไม่ละทิ้งใจความสำคัญและยังทำให้เกิดความภาคภูมิใจในผลงานของตัวเองอีกด้วย" อ.ภาวนาแจกแจง
ส่วน โรงเรียนบางบ่อพิทยาคม นำโครงการผลิตหนังสือทำมือสอดแทรกในวิชาภาษาไทย โดยให้นักเรียนทำหนังสือทำมือให้รุ่นน้องและเพื่อนในโรงเรียนได้อ่าน จัดเป็นมุมหนังสือต่างๆ ทั่วโรงเรียนโดยเฉพาะในห้องเรียนเพื่อให้เด็กๆ ได้สร้างนิสัยรักการอ่านติดตัวไปจนโต โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นความรู้ในท้องถิ่นของอำเภอบางบ่อ เช่น การละเล่น "ผะหมี" โจ๊ก เป็นร้อยกรองปริศนาให้ทายกัน ซึ่งเป็นการละเล่นที่นับวันจะค่อยๆ สูญหายไปจากอำเภอหากไม่มีการสืบทอดเอาไว้ นอกจากจะสร้างความรู้และความคิดสร้างสรรค์ให้แก่คนทำและคนทายแล้ว ยังสร้างความสนุกสนานและความสามัคคีให้เกิดขึ้นในกลุ่มของนักเรียนในโรงเรียน จนได้รับรางวัลโรงเรียนส่งเสริมนิสัยรักการอ่านจาก สพฐ.ในปี 2548 มาแล้วเช่นกัน
ชนะพล ปานสมบัติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบางบ่อพิทยาคม เล่าว่า โครงการดังกล่าวมีส่วนช่วยส่งเสริมให้ทุกคนรักการอ่านได้มากขึ้น เพราะมีรูปแบบและสีสันที่สวยงามน่าสนใจ
"ที่ผ่านมานักเรียนในโรงเรียนก็ให้ความสนใจ มีการสอนการทำให้แก่รุ่นน้องด้วย เพราะมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 6 จะจัดทำให้น้องๆ มัธยมศึกษาตอนต้นได้อ่าน ส่วนตัวผมจะชอบเนื้อหาเป็นเรื่องเอกลักษณ์ไทย เพราะส่วนใหญ่รุ่นหลังไม่ค่อยรู้จักกัน เช่น ขนมไทย วรรณคดีไทย ประวัติศาสตร์ และเนื้อหาธรรมะ เพราะปัจจุบันคนเรามีความเครียดมาก ถ้าได้อ่านหนังสือธรรมะก็ช่วยให้จิตใจดีขึ้นด้วย" ชนะพล กล่าวปิดท้าย