เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 29 พ.ค.นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มนปช.ว่า ภายหลังเหตุการณ์กระชับวงล้อมของเจ้าหน้าที่ทหารในวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้แกนนำนปช.ยังไม่มีสำนึกว่าได้ก่อกรรมกับบ้านเมืองอะไรไว้บ้าง ทั้งนี้จากการอภิปรายพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่ผ่านมาก็ยังสะท้อนว่า มีส.ส.จำนวนหนึ่งแยกแยะบทบาทของตัวเองไม่ออก จึงไม่รู้ว่าเป็นการอภิปรายงบประมาณหรือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ซึ่งตนสรุปได้ว่า 1. เป็นเพราะส.ส.เหล่านี้ไม่รู้จริงและไม่เข้าใจบทบาทและข้อมูล 2. อาจจะรู้จริงแต่ตั้งใจบิดเบือน และ 3. อาจจะรู้จริงแต่มีความตั้งใจที่จะพูดความจริงแค่ครึ่งเดียว
ส่วนที่ระบุว่ารัฐบาลมือเปื้อนเลือดนั้น อยากถามว่าเป็นเลือดของประชาชนหรือเลือดของผู้ก่อการร้าย และการที่ระบุว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบนั้นก็ถือเป็นความเข้าใจเดิม ๆ ที่ไม่เคยพัฒนา เพราะเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นั้นประชาชนชุมนุมด้วยสองมือเปล่าจริง ๆ การตายที่เกิดขึ้นจึงเกิดจากทหารยุคนั้นเป็นผู้กระทำจนทำให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ แต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาผู้ชุมนุมมีอาวุธสงครามหลายชนิดที่ใช้ยิงใส่ทหารและเจ้าหน้าที่ของรัฐรวมทั้งชาวบ้าน
ดังนั้นการเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบจึงเป็นการพูดที่ง่ายเกินไป ส่วนการเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐอย่ามี 2 มาตรฐานนั้น ข้อเท็จจริงแล้วตัวแกนนำนปช.เองก็ชอบ 2 มาตรฐานเพราะไปกระดี๊กระด๊าอยู่ที่บ้านพักริมทะเลโดยไม่เคยเรียกร้องว่าจะไปอยู่กับผู้ชุมนุมคนอื่น ๆ ที่ถูกคุมขังก่อนหน้านี้
ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าจะมีการนำคลิปเหตุการณ์ 19 พ.ค.มาใช้ประกอบการอภิปรายด้วยนั้น เคยมีกรณีการนำคลิปเป็นภาพตัดคอทหารที่ประสบเหตุจากความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาขอเปิดในสภา แต่ประธานสภาเห็นว่ามีความหวาดเสียวและน่ากลัวจึงไม่ให้นำมาเปิด ดังนั้นการขอเปิดคลิปใดๆในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้จึงต้องดูความเหมาะสมและควรต้องตรวจสอบด้วยเพื่อไม่ให้บุคคลที่ถูกพาดพิงเสียหาย
“บุญยอด”เย้ยซักฟอกรัฐบาลประชาชนไม่ได้อะไรวาทกรรมเดิมๆ
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เชื่อว่าประชาชนและสังคมจะไม่ได้อะไรนอกจากวาทะกรรมเดิม ๆ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้สั่งกำชับให้ส.ส.ฝ่ายค้านพูดไปหมดแล้ว ส่วนหลักฐานที่นำมาอ้างก็น่าจะเป็นหลักฐานเดิม ๆ เช่น ภาพทหารบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีการถ่ายขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่จากที่ตนได้ลงพื้นที่พูดคุยกับชาวบ้านและผู้ชุมนุมที่อยู่ในวัดปทุมวนารามนั้นระบุว่า ช่วงคืนวันที่ 19 พ.ค.จนถึงเช้าวันที่ 20 พ.ค.ทหารยังเข้าไปไม่ถึงบริเวณวัดปทุมวนาราม
ส่วนหากจะอ้างว่าเป็นเหตุช่วงเช้าของวันที่ 20 พ.ค.ที่มีเจ้าหน้าที่สาธารณะสุขเข้าไปในวัดปทุมฯด้วยนั้น คงต้องถามว่าหากทหารเป็นผู้ยิงจริงเมื่อยิงเสร็จแล้วจะยืนอยู่ตรงนั้นอีกหรือไม่ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าสิ่งที่พรรคฝ่ายค้านจะไม่พูดในสภาคือ เหตุการณ์ในวันที่ 10 เม.ย.ที่มีคนชุดดำออกปฏิบัติการเป็นกลุ่ม ๆ ยิงใส่ทหารแล้วออกมารวมกลุ่มกับคนเสื้อแดงที่ชุมนุมอยู่ว่าเป็นใครมาจากไหน รวมทั้งเหตุการณ์ที่ทหารบาดเจ็บหลายคนและกรณีที่พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม ต้องเสียชีวิตนั้นเป็นเพราะใคร และเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ฝ่ายค้านก็คงไม่พูดว่าการเผาบ้านเผาเมืองในหลายจุดรวมถึงการเผาศาลากลางจังหวัดในหลายจังหวัดนั้นใครที่อยู่เบื้องหลัง
นายบุญยอด กล่าวต่อว่า ตนจะนำภาพเคลื่อนไหวที่เผยแพร่ในเว็บไซด์ยูทูบดอทคอม ที่เป็นภาพการเผารถกู้ภัยของคนเสื้อแดงที่จังหวัดอุดรธานีไปมอบให้กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบด้วย เพราะมีเสียงของโฆษกที่อยู่ในเหตุการณ์พูดชัดเจนว่า “ ส.ส.สุรทิน (พ.ต.ท.สุรทิน พิมานเมฆินทร์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย) ได้จัดน้ำดื่มมาให้ ขอให้ทุกท่านไปรับได้” และในเหตุการณ์ดังกล่าวยังปรากฏด้วยว่า ลูกชายของพ.ต.ท.สุรทินก็ถูกจับในที่เกิดเหตุอีกด้วย
นายบุญยอด ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยจะให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และแกนนำกลุ่มนปช. ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วยว่า ขอเรียกร้องพรรคเพื่อไทยว่า เหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผู้ต้องหาในคดีก่อการร้ายจะเข้าสภามาซักฟอกรัฐบาล จึงอยากขอให้ทบทวนให้ดี เพราะแม้ว่าจะมีเอกสิทธิ์ส.ส.คุ้มครองก็ตามแต่ต้องถามหาถึงความเหมาะสมด้วย
ส่วนที่นายจตุพรอธิบายว่านายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ก็เคยถูกข้อหาผู้ก่อการร้ายเช่นเดียวกันแต่ก็ยังอยู่ในสภาได้นั้น ขอชี้แจงถึงความแตกต่าง 5 ข้อคือ 1. นายกษิต ไม่ใช่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตรฯในฐานะนักวิชาการ อีกทั้งไม่ได้เป็นรัฐมนตรีในเวลานั้น 2. การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีการใช้อาวุธสงครามเช่นปืนเอ็ม 79 ไปยิงทำร้ายใคร 3. กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่เคยทำลายข้าวของหรือเผาบ้านเผาเมืองและเผาสถานที่ราชการต่างๆ 4. การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯไม่เคยทำให้ใครตาย และ 5 . ตนเชื่อว่านายกษิตไม่ได้รับเงินจากการขึ้นเวทีของกลุ่มพันธมิตรฯ
ส่วนกรณีที่นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน ระบุว่า ขอถามพรรคประชาธิปัตย์ว่า ก่อนที่จะกล่าวหาว่านายจตุพรเป็นผู้ก่อการร้ายนั้นก็อยากให้ย้อนไปดูกรณีของนายกษิตก่อน และการพูดของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนการเห่าของสุนัขนั้น ตนไม่อยากเชื่อว่าจะเป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของนายวิทยาที่เป็นถึงประธานวิปฝ่ายค้านและเป็นส.ส.หลายสมัย ดังนั้นอยากให้นายวิทยากลับไปดูประมวลจริยธรรมของส.ส.ด้วยว่าควรประพฤติตัวอย่างไร เพราะถ้านายวิทยาจะด่าว่าคนอื่น ประโยคที่นายวิทยาได้พูดออกมาเองนั้น มันก็ไม่มีความแตกต่างกัน
นายบุญยอด กล่าวด้วยว่า ตนอยากฝากถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคเพื่อไทยว่า ขอให้ไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วซื้อน้ำยาฟอกขาวเพื่อมาซักฟอกตัวเอง ส่วนนายวิทยาขอให้นำน้ำยาบ้วนปากไปบ้วนปากก่อนเข้าสภา และนายจตุพรขอให้นำแอลกอฮอลล์เช็ดหน้าก่อนเข้าสภาเพื่อที่หน้าจะได้บางลง เนื่องจากนายจตุพรลาประชุมมากถึง 10 กว่าครั้งจากการประชุมทั้งหมด 30 ครั้งซึ่งถือว่าเกิน 1 ใน 4 ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ และคนที่อนุญาตให้ลาได้ก็คือพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ดังนั้นตนจะนำเรื่องนี้เสนอต่อสภาเพื่อให้พิจารณาพฤติกรรมของพ.อ.อภิวันท์และนายจตุพร เนื่องจากคนที่ไม่มาประชุมสภาแต่กลับได้รับเงินเดือนทุกเดือน รวมทั้งอยากฝากกระจกไปให้กับพรรคฝ่ายค้านเพื่อส่องดูหน้าตัวเองด้วยว่า วันนี้พรรคเพื่อไทยต่างอะไรจากพรรคคอมมิวนิสต์และทำหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตยหรือว่าทำหน้าที่เหมือนพรรคคอมมิวนิสต์ที่อยู่ในประเทศไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในการแถลงข่าวของนายบุญยอดนั้นได้นำน้ำยาฟอกขาว น้ำยาบ้วนปาก รวมทั้งกระจกมาประกอบการแถลงข่าวด้วย ซึ่งตลอดการแถลงข่าวนายบุญยอดพูดอย่างมีอารมณ์และยังมีน้ำตาซึมในช่วงท้ายของการแถลงข่าวด้วย
"เทพไท"เหน็บ พท.ตกลงกันให้ได้ก่อนว่าจะอภิปรายอะไรแน่
นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยแบ่งทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจออกเป็น 3 ทีมว่า น่าจะเป็นเพราะตกลงกันไม่ได้ว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้าทีมอภิปราย และการกำหนดตัวผู้อภิปรายไว้ถึง 20 คนนั้น คงไม่สำคัญเท่าเนื้อหา อยากให้พรรคเพื่อไทยกลับไปดูว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจเรื่องใดเป็นประเด็นหลัก เพราะร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย บอกว่าจะเน้นเรื่องการทุจริต แต่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ และนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา และประธานวิปฝ่ายค้าน กลับระบุว่าจะเน้นเรื่องเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.เป็นหลัก
นายเทพไท กล่าวว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยโจมตีว่ารัฐบาลพยายามปิดปากฝ่ายค้าน โดยการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่ายขึ้นมาตรวจสอบหลักฐานคลิปวิดีโอนั้น การตั้งคณะกรรมการดังกล่าวไม่ใช่ความต้องการของรัฐบาลแต่เป็นความต้องการของนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่ต้องการให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนการอภิปรายระหว่างวันที่ 30 พ.ค.ถึง 1 มิ.ย. ดังนั้นหากพรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับคณะกรรมการดังกล่าวก็ไม่ควรส่งตัวแทนมาร่วมตั้งแต่แรก
ยึดคติ“ชวน”ความจริงชนะทุกอย่าง
นายเทพไท กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาส.ส.พรรคเพื่อไทยพยายามกุข่าวใส่ร้ายรัฐบาลตลอดเวลา โดยเฉพาะนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่ารัฐบาลจ้างคนมาป่วนเพื่อต่อเคอร์ฟิว และกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย อ้างว่ารัฐบาลต่อเคอร์ฟิวเพื่อขัดขวางการอภิปรายของฝ่ายค้านนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง เพราะการประกาศใช้เคอร์ฟิวก็เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้เรียบร้อย หากทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติแล้วก็ไม่จำเป็นต้องใช้เคอร์ฟิวอีกต่อไป
ส่วนกรณีที่กล่าวหาว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษพยายามถอดเอกสิทธิ์ส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เพื่อขัดขวางการอภิปรายของนายจตุพรนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ไม่เป็นความจริง เพราะดีเอสไอทำหน้าที่ไปตามกฎหมาย การจะถอนเอกสิทธิ์ส.ส.ของนายจตุพรได้หรือไม่นั้นเป็นเรื่องขงองสภา พรรคประชาธิปัตย์จะเอาความจริงเข้าสู้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเหมือนอย่างที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ระบุไว้ว่า ความจริงจะชนะทุกอย่าง
รับห่วงฝ่ายค้านพาดพิงบุคคลที่สาม
“พรรคประชาธิปัตย์ไม่จำเป็นต้องเตรียมรับมือการอภิปรายอะไรเป็นพิเศษ และการที่นายชุมพล กาญจนะ ประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นัดหารือกับส.ส.พรรคบางส่วนในช่วงบ่ายของวันที่ 30 พ.ค.นั้นก็เพราะต้องการซักซ้อมความเข้าใจบางอย่าง ยืนยันว่าไม่จำเป็นต้องจัดตั้งทีมองครักษ์พิทักษ์รัฐมนตรีแต่อย่างใด แต่อาจจะต้องตั้งทีมขึ้นมาจับตาฝ่ายค้านใน 2 กรณีคือ เพื่อป้องกันการละเมิดข้อบังคับการประชุมและป้องกันการพาดพิงถึงบุคคลที่สามที่ไม่อยู่ในห้องประชุม ” นายเพทไท กล่าว
อ้างการ์ดนปช.มีระเบิดติดตัว
นายเทพไท ยังนำภาพถ่ายของการ์ดนปช.ที่ถูกยิงเสียชีวิตมาแถลงข่าวด้วยว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยสงสัยว่าเหตุใดผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตถึงไม่มีอาวุธสงครามทั้งๆที่ถูกรัฐบาลกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น เรื่องนี้ต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ 1. ผู้เสียชีวิตที่ไม่มีอาวุธเพราะถูกกองกำลังติดอาวุธยิง และ 2. ผู้เสียชีวิตบางส่วนมีอาวุธแน่นอนอย่างการ์ดนปช.ที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติการกระชับวงล้อมแล้วถูกนำตัวไปที่โรงพยาบาลตำรวจนั้น พบว่ามีระเบิดเอ็ม 26 อยู่ในกระเป๋าถึง 3 ลูก ซึ่งลุกหนึ่งได้กลิ้งออกมาจากกระเป๋าขณะอยู่ที่โรงพยาบาลจนทำให้ผู้สื่อข่าวที่ติดตามไปทำข่าวและพยาบาลในโรงพยาบาลต่างแตกตื่น ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจึงมีพยานที่สามารถยืนยันได้ ทั้งนี้หากพรรคเพื่อไทยมีพยานหลักฐานว่านายกฯกระทำผิด และจะยื่นฟ้องต่อหน่วยงานใดนั้นก็สามารถทำได้ เพราะนายกฯยืนยันว่าพร้อมต่อสู้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในทุกกรณี