(24พ.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้นำรายชื่อส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 184 รายชื่อ ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ 2 ญัตติ คือ 1.ญัตติของเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและ 2.ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลจำนวน 5 คน ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
นายชัย กล่าวภายหลังรับญัตติว่า ตนจะเร่งดำเนินการตามระเบียบและข้อบังคับตามมาตรา 168 อย่างเคร่งครัด โดยจะตรวจสอบความถูกต้องภายใน 7 วัน แล้วจะรีบบรรจุญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม เพราะฝ่ายนิติบัญญัติต้องการความสมานฉันท์ของทุกฝ่าย และต้องการให้ใช้สภาผู้แทนราษฎรให้เกิดประโยชน์ ซึ่งภายหลังจากที่ตรวจสอบความถูกต้องแล้วก็จะส่งเรื่องเรื่องให้กับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลบอกว่าจะเอาวันที่เท่าไหร่ ก็พร้อมที่จะบรรจุเรื่องทันที ซึ่งก็เหมือนกับสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯที่เคยเปิดสมัยวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณ หลังจากนั้นรัฐบาลก็ได้ขยายเวลาเพื่อให้เปิดอภิปรายเมื่อวันที่ 24 - 26 มิ.ย. 2551ซึ่งเราก็จะใช้บรรทัดฐานเดียวกัน ละตนจะทำให้เร็วที่สุด ดีที่สุด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายนายกฯได้มีการตั้งข้อกล่าวหานายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีพฤติการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินถึง 12 ข้อ โดยระบุว่า มุ่งบริหารราชการแผ่นดินเพื่อมุ่งประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่งผลให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม โดยไม่ปฏิบัติ หน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขาดความรู้ความสามารถมีพฤติกรรมส่อว่าจงใจไม่ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินไร้ประสิทธิภาพ รู้เห็นปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลทุจริตคอร์รัปชั่นแสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง กำหนดนโยบายเพื่อเอื้อทุจริตเชิงนโยชบาย บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นตามหลักนิติธรรม ไม่มีความเสมอภาค ใช้อำนาจโดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิมนุษย์ชนอย่างร้ายแรง สั่งการให้ทหารใช้อาวุธสงครามชนิดร้ายแรงเข้าปราบปรามประชาชนหลายครั้ง จนเป็นเหตุให้เกิดการเสียชีวิตหลายครั้ง กลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่มาชุมนุมโดยสงบ ต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย
นอกจากนั้นยังละเว้นที่จะดำเนินคดีกับประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ทำผิดกฎหมายโดยยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ ไม่อำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนอย่างเท่าเทียม ไม่สามารถดูแลความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน บริหารการต่างประเทศและด้านเศรษฐกิจล้มเหลว ขาดไร้วินัยการเงินการคลัง ไม่ดำเนินการเรื่องที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนเป็นภัยพิบัติของประเทศ และขัดขวางต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ ลุแก่อำนาจบังคับใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือของตนเอง ปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง ครอบงำแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ใช้อำนาจแทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการปล่อยให้นักการเมืองแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้ง และขาดความจริงใจในความปรองดองและสมานฉันท์ พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเสียหายต่ประเทศและประชาชนอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้บริหารประเทศต่อไป ย่อมส่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศอย่างยากที่จะเยียวยาได้
สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามรัฐธรรมนูญมาตรา 159 ดังนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ซึ่งรัฐมนตรีทั้ง 5 คนได้กระทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมายและได้บริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ ภาวะความเป็นผู้นำและวิสัยทัศน์ในการบริหารราชการแผ่นดิน ขาดคุณธรรม จริยธรรม ทำให้ประเทศชาติได้รับความเสียหาย โดยมีพฤติการณ์ดังนี้
1.นายสุเทพ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯมีพฤติกรรมส่อกระทำผิดต่อหน้าที่ตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค. 53 ในกรณีการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำผิดตามกฎหมาย คือผิดต่อพ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉินใช้กำลังทหารเข้าไปข่มขู่คุกคามในสถานีไทยคม และทำการทำลายสัญญาณการสื่อสารโทรทัศน์ถือเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร นอกจากนี้นายสุเทพยังได้แจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. กระทำการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยการบุกรุกภูเขา กระทำการออกโฉนดอันเป็นเอกสารสิทธิ์และเตรียมการจัดสรรที่ดินขายโดยไม่ชอบ
2.นายกรณ์ รมว.คลัง ดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังและงบประมาณของประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินงานตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติ 2552-2554 ซึ่งมุ่งแสวงการก่อหนี้สาธารณะ จนขณะนี้หนี้สาธารณะสูงเกินกว่า 60% และเป็นภาระผูกพันต่อประเทศชาติ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการใช้จ่ายของประเทศ และภาระหนี้สาธารณะที่มีอยู่นำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆทั้งที่โครงการแต่ละโครงการไม่ได้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรมของประเทศ มีการสูญเปล่าในหลายโครงการ ที่เรียกว่า “กู้มาโกง” ซึ่งงบประมาณแผ่นดินที่กู้มาส่วนใหญ่เป็นการก่อสร้างซ่อมถนน เม็ดเงินไม่ได้ลงไปถึงประชาชนและภาคการผลิตอันก่อให้เกิดรายได้ที่แท้จริง นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการออกพ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทโดยไม่เป็นไปตามแผนนิติบัญญัติ
3.นายกษิต รมว.ต่างประเทศ บริหารราชการแผ่นดิน โดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศในสายต่อประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในทุกวิถีทาง โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่ได้แถลงไว้
4.นายชวรัตน์ รมว.มหาดไทย มีพฤติกรรมทีส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ และส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีที่ให้บริษัทเครือญาติของตนเองเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในหลายโครงการ โดยตนเองมีส่วนร่วมเข้าไปลงมติเห็นชอบกับโครงการดังกล่าวในฐานะรัฐมนตรี ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายหลายพันล้านบาท รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ แทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปล่อยปละละเลยหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง อนุมัติให้มีการขออนุญาติจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในเรื่องดังกล่าว
5.นายโสภณ รมว.คมนาคม บริหารราชการโดยการกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่ได้กำหนดขึ้น มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนที่เป็นพวกพ้องของตนเอง และญาติของรัฐมนตรีในพรรคการเมืองของตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบจากการประมูลงาน และเป็นคู่สัญญากับรัฐ ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบประมาณเกินกว่าความเป็นจริงหลายพันล้านบาท
จากพฤติกรรมในการบริหารราชการแผ่นดินของทั้ง 5 รัฐมนตรีส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและหประชาชนอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและทรัพยากรธรรมาชาติต้องถูกทำลายลง ไม่มีความเสมอภาคในการได้รับการจัดสรรทรัพยากรจากภาครัฐของประชาชน เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ข้าราชการประจำเสียขวัญกำลังใจที่จะปฏิบัติราชการ กระทบต่อระบบการแต่งตั้งราชการอย่างร้ายแรง ภาพลักษณ์การทุจริตคอร์รัปชั่นของข้าราชการการเมืองและข้าราชการประจำประจักษ์ต่อสายตาประชาชนชาวไทยและประชาคมโลกส่งผลให้การจัดลำดับเครดิตของประเทศตกต่ำลงและการทุจริตในโครงการของรัฐนับวันจะยิ่งขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากปล่อยให้รัฐมนตรีทั้ง 5 คนบริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะทำให้เสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติยากต่อการเยียวยาได้
5ส.ส.เพื่อไทยไม่ร่วมลงชื่อยื่นญัตติอภิปรายซักฟอก
(24พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า สำหรับการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรายบุคคล มี ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้ร่วมลงชื่อ 184 คน แต่ขาดไปเพียง 5 ส.ส.เท่านั้น จากการตรวจสอบพบว่ารายชื่อ 5 ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ประกอบด้วย นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.นนทบุรี รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ที่ได้ขออนุญาตทางพรรคในการของดออกเสียง เนื่องจากต้องทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ส่วนนายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน ที่ได้แสดงความจำนงไว้ ขณะที่ ร.ท.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และนายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เป็น 2 ส.ส.ที่ได้แสดงความจำนง และได้ไปร่วมทำกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคภูมิใจไทยมาตั้งแต่ก่อนจัดตั้งรัฐบาล
ทั้งนี้ สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรีนั้น ได้เสนอชื่อของ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นบุคคล ตามมาตรา 171 วรรค สอง ของรัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป