น.ส.อาระยา นันทโพธิเดช รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยระหว่างงานประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิแห่งชาติ พ.ศ.2553-2562
เมื่อวันนี้ 18 พฤษภาคม ที่โรงแรมพูลแมนขอนแก่น ราชาออคิด จ.ขอนแก่น ว่าที่มาของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ การเผาไหม้เชื้อเพลิง การตัดต้นไม้ทำลายป่า การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน การเกษตร ปศุสัตว์ และการประกอบอุตสาหกรรม ซึ่งจากรายงานเมื่อปี 1994 พบว่าก๊าซเรือนกระจกมาจากภาคพลังงาน รองลงมาคือภาคการผลิตอุตสาหกรรม และภาคการเกษตร ซึ่งสาเหตุดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง ทั้งปัญหาการขาดแคลนน้ำ ภัยแล้ง ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มลดลง รวมไปถึงการเกิดโรคระบาดในภาคการเกษตร อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ก็จะลดลง
ดังนั้น สผ.ซึ่งได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงจัดทำยุทธศาสตร์แห่งชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2551-2555 และประเทศไทย ซึ่งขณะนี้อยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และแม้จะยังไม่มีพันธกรณีว่าจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกปีละเท่าใด แต่การกำหนดกรอบยุทธศาสตร์และการจัดทำแผนแม่บทก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการที่จะลดก๊าซเรือนกระจก เพราะหากในอนาคตประเทศไทยถูกกำหนดให้เป็นประเทศที่ต้องลดก๊าซเรือนกระจกก็จะสามารถดำเนินการได้ทันที"
ด้าน ดร.วุฒิ หวังวัชรกุล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา พบว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1 องศา ปริมาณน้ำฝนจะลดลง ผลผลิตทางการเกษตรจะลดลง เพราะมีศัตรูพืชเพิ่มขึ้น พายุมีความรุนแรงและแปรปรวนมากขึ้น ซึ่งสิ่งดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อคนไทยในภาพรวม
"ส่วนแนวทางในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งหากจะเห็นเป็นรูปธรรมได้นั้นทุกประเทศทั่วโลกจะต้องร่วมกันทำ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยก็เริ่มมีแผนลดโลกร้อน ด้วยการเน้นใช้พลังงานทดแทนและป่าไม้" ดร.วุฒิ กล่าว