(28เม.ย.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวจะเปลี่ยนตัวรักษาการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จากพล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ มาเป็นพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. ทำหน้าที่รักษาการแทน ว่า ต้องไปสอบถามนายกรัฐมนตรี เพราะมีคนรู้สึกมากในเรื่องการทำงาน ซึ่งขณะนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร แต่ต้องให้โอกาสทุกคนอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะนี้จะเห็นว่าประชาชนต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่อื่นทำตามหน้าที่ ขณะเดียวกันเราเห็นถึงข้อจำกัดและหลายๆท่านก็ทำงานเต็มที่ ปัญหาบางส่วนอยู่ในพื้นที่การปฏิบัติงานจริงค่อนข้างยาก ผู้คนที่มาชุมนุมส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเดือดร้อน มีอารมณ์มีความต้องการ ไม่ง่ายที่จะพูด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพูดคุยกับคนเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี
ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.จุมพล ได้เข้ามาร่วมเป็นกรรรมการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินภายใน ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หรือไม่ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขณะนี้คิดว่ามีการพิจารณาดู ซึ่งการทำงานของศอฉ.มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ส่วนไหนที่ทำงานไม่ได้ผล แต่ ณ วันนี้เบื้องต้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงในฐานะ ผอ.ศอฉ. ได้ประชุมหัวหน้าที่ส่วนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพยายามดูว่า แต่ละส่วนทำงานกันอย่างไร ส่วนในระดับอื่นๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตำรวจจะเข้าไปดู
ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะมีการประเมินผลการทำงานของพล.ต.อ.จุมพล ก่อนใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
3โฆษกแถลงชี้แจงทำงานตำรวจ
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผข.ผบ.ตร. ในฐานะ โฆษกตร. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผบช.สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะ โฆษกศูนย์ปฎิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.ประจำบช.น. ในฐานะ โฆษก บช.น. ร่วมกันแถลงข่าวการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามการจลาจล ทั่วประเทศที่มาปฎิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมในกรุงเทพมหานครและเหตุการณ์ ชุมนุมในจังหวัดต่าง ๆ
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า รรท.ได้พูดถึงหลายครั้ง ว่าตำรวจมีหน้าที่ดูแลงานหลายด้าน การปฎิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมก็คือส่วนหนึ่ง และ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินก็สำคัญ และตำรวจไม่ควรละทิ้ง ถึงอยากจะพูดถึงสถิติอาชญกรรม 5 กลุ่ม ทั่วประเทศที่ตำรวจจะต้องตรวจตราระมัดระวัง ป้องกันอาชญากรม โดยเปรียบเทียบกัน 2 ไตรมาส คือ ต.ค. - ธ.ค. 2552 และ ม.ค. - มี.ค. 2553 สรุปได้ว่า สถิติอาชญากรรมทุกประเภทมีแนวโน้มลดลงทั้งสิ้น จึงอยากให้ประชาชนสบายใจว่าตำรวจไม่ได้ละเลย
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ถามว่าเหตุใดอาชญากรรมจึงลดลงและมีโอกาสได้พูดคุยกับ ผบช.ต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประเด็นที่ตรงกันว่า จากการที่ตำรวจได้ตั้งด่านจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับทรัพย์ลดลง และพี่น้องประชาชนเข้าใจว่า ตำรวจสายตรวจได้ลดลงไปมากในบางพื้นที่ ประชาชนก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแทน โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการฝากบ้านกับตำรวจ ซึ่งมีอาสาสมัครท้องถิ่นมาช่วยกันดูแลแทน รวม ถึงการปราบปรามอบายมุขต่าง ๆก็ห้ามปล่อยปละละเลย และมีบันทึกสั่งการให้ ทุก บช. ลงไปดูแล ส่วนการพิจารณาข้อบกพร่องก็ต้องดำเนินการ ตำรวจต่าง ๆ อย่างเพิ่งวางใจว่า เมื่อมีการชุมนุมในกรุงเทพกลับปล่อยปละละเลยไปเรื่องการปราบปรามอบายมุขไป
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของ ตำรวจ ปจ.ที่มาจากภาคต่าง ๆ และมาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ กทม. ซึ่งกอง กำลังนี้ขึ้นอยู่กับยุทธการของ ศอฉ. และมี บช.น. เป็นแม่บ้าน โดยเมื่อวานนี้ กรณีตำรวจจาก นครศรีธรรมราช ชุมพร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ บช.ภ. 8 ในวันนี้จะมีการส่งตำรวจเหล่านี้ จำนวน 200 นาย กลับบ้าน เพราะชุดใหม่ได้เดินทางมาถึงเรียบร้อยแล้ว ส่วน เรื่องข้อกังขาที่ว่าตำรวจทำไมถึงไม่ได้กลับพื้นที่ เมื่อมาครบ 7วันแล้ว และสภาพความเป็นอยู่ต่าง ๆ ก็มอบหมายให้ โฆษก บช.น. ลงไปดูแลและเรืองชีวิตความเป็นอยู่ก็ได้ทำความเข้าใจกับพี่น้องตำรวจแล้วว่า ความเป็นอยู่อาจไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านหรือที่ที่เคยเดินทางมา แต่ส่งที่ขัดข้องหมองใจคือทำไมไม่ได้กลับ นี่ก็ได้กลับแล้ว และส่วนอื่น ๆก็จะมีทางบช.น.ไปช่วยดูและจเรตำรวจแห่งชาติ ก็จะลงไปดูด้วย ที่สำคัญไม่อยากให้นำชีวิตความเป็นอยู่ตัวเองไปเปรียบเทียบกับทหารแต่อย่าง ใด
พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ทางตำรวจได้รับการตำหนิจากประชาชนว่าตำรวจเกียร์ว่างบ้าง ตรงนี้ยืนยันว่า ตร.เป็นผู้รักษากฎหมาย ทำงานก็อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลตรงนี้ไม่มีปัญหาในการปฎิบัติ ตำรวจเองก็เข้าใจบทบาทดีอยู่แล้วแต่ว่าการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆต้องใช้ดุลยพินิจอย่างมากเพราะเป็นผู้ทำงานอยู่ส่วนหน้า คลุกคลีกับปัญหา ต้องให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น
ส่วนกระแสข่าวลือที่ว่าจะมีการปลด พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. จากการเป็นรรท. นั้น พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ในความเห็นของตน คิดว่า รรท. พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและท่านก็เข้าใจสถานภาพของการเป็นรรท.ผบ.ตร. อย่างดี และได้ทำงาน สั่งการ ภายใต้กรอบของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด การที่ตำรวจจะทำงานให้ประสบความสำเร็จ เรียบร้อยดีหรือไม่ หรือ มากน้อยแค่ไหน ท่านก็ทราบเป็นอย่างดี ประชาชนก็เห็นและเข้าใจเรื่องข้อจำกัด สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่การที่จะเปลี่ยนไปเป็นท่านอื่นหรือไม่ ก็อยู่นอกเหนือที่ตนจะกล่าวได้ และยืนยันว่า รรท.ผบ.ตร.ทำงานอย่างดีที่สุดแล้ว
ด้าน พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ตร. มีการใช้กำลังตำรวจมากว่า 101 กองร้อยในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม ประเด็นการที่ผู้ชุมนุมตั้งด่านสกัดตำรวจและตรวจค้นผู้ทีสัญจรไปมานั้นไม่ สามารถทำได้ รวมถึงผู้ชุมนุมไม่สามารถตั้งด่านร่วมกับตำรวจได้ หลังจากที่ประสานกับผู้ชุมนุมและมีการยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและทางตร. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดนั้น จนถึงวันนี้ไม่มีการกระทำดังกล่าวกับประชาชนทั่วไปแล้ว และทางตร.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อไป
"ส่วนผู้ที่ดำเนินการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจ นั้นผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตาม ม. 138-140 และการไปตั้งด่านตรวจค้นประชาชนมีความผิดม. 309 และถ้ากระทำในพื้นที่ที่ประกาศ พรก.ก็มีความผิดตามประกาศ พรก.ด้วย จึงขอให้ผู้ที่จะกระทำการใด ๆ ใช้วิจารณญาณด้วย และประชาชน ที่ถูกกระทำดังกล่าวก็สามารถแจ้งความได้ตามท้องที่ที่ถูกกระทำ"พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าว
โฆษก ศปก.ตร. กล่าวอีกว่า ส่วนการจับกุมผลคดีต่าง ๆแบ่งเป็น 2กลุ่ม คือออกหมายจับกลุ่มผู้ที่ใช้ความรุนแรงและผู้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุมเริ่มต้นมา ขณะนี้จับได้ 2ราย คือนายเมธี อมรวุฒิกุล และนายประยุทธ หลายเจริญ และจับกุมตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ 3ราย ผู้ต้องหา 13 คน เหตุแรกคือ สน.ทองหล่อ ในเหตุการณ์การนำกลุ่มผู้ชุมนุมไปบ้านท่านนายกรัฐมนตรี คือ นาย ฉัตรชัย ภักดีศรี และ เหตุการณ์บริเวณการสกัดกั้นตำรวจไม่ให้เข้ามาผลัดเปลี่ยนกำลังที่ย่านคลอง หลวงจ.ปทุมธานี 11รายซึ่ง ศาลมีคำสั่งพิจารณาโทษแล้ว และวันที 26 จับกุมนายสุพัฒน์ พวงลำภู ได้ขับขี่รถจยย. ชักชวนคนมาร่วมชุมนุมโดยแจ้งข้อหาชักชวนคนมาก่อความไม่สงบ
พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวต่อว่า ขอยืนยันว่าการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่ทันใจประชาชนที่ ติดตามข่าวสารอยู่ ตรงนี้ยืนยันว่าตำรวจใช้วิจารณญาณหลายอย่าง บางครั้งรู้หรือพบเห็นการกระทำผิดต่อหน้าแต่ว่าไม่สามารถจับกุมได้ เพราะผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก และอยู่ในอาการดุดัน บ้าคลั่ง มีการปลุกระดมเพื่อตอบโต้การจับกุม หากตำรวจดำเนินการจับกุมก็อาจเกิดความสูญเสีย ทางตร.ก็ทำได้โดยบันทึกภาพเหตุการณ์ รวบรวมพยานหลักฐานไว้ เสนอให้ศาลออกหมายจับ ออกหมายเรียก และรอโอกาส เพราะอายุความนั้นมีมากถึง 10-20 ปี ซึ่งเราไม่ละเลย แต่หากจับกุมแล้วต้องมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นจำนวนมาก เราควรหลีกเลี่ยงเพราะพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ที่ปรากฎในกลุ่มผู้ชุมนุมเองไม่รวมกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้ก่อการร้าย มันยังไม่เข้าข่ายอาชญากร การดำเนินการก็ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเด็ดขาดขณะนั้น
"ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า มีตำรวจรู้เห็นกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการสกัดกั้นการเข้ามาทำงานปจ.ของตำรวจ เพื่อไม่ต้องการมาปฎิบัติหน้าที่นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะไม่มีประโยชน์ใด ๆ อย่างไรก็ต้องมาปฎิบัติหน้าที่อยู่ดี เรื่องนี้จึงขอทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ตำรวจเป็นเสื้อแดงเป็นตำรวจมะเขือเทศ ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันกับผู้บังคับบัญชา จึงอยากชี้แจงให้สังคมทราบว่า ตำรวจสามารถแยกแยะได้ว่าระหว่างปฎิบัติหน้าที่และความชอบส่วนตัว "พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าว
พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่มีการประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับท่านไปแล้ว ซึ่งท่านไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ให้ข้อคิด และท่านก็ไว้วางใจตำรวจพร้อมเสนอแนะว่า ตำรวจควรพิจารณาได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะตำรวจมีทั้งเกียรติและศักดิ์ศรี และหากไม่ดำเนินการก็มีความผิดละเว้นปฎิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ขณะนี้ได้ชี้แจงรับนโยบายจากรัฐบาล เพื่อปรับแผนการทำงาน เราก็ได้เรียนแล้วว่า ถ้ากำลังผู้ชุมนุมน้อยเราก็จับกุมแน่ เช่นเหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันที่คลองหลวง และ ตลาดไท ปทุมธานี ทีหนึ่งเราใช้วิธีผลักดัน จับกุม และสลาย อีกทีหนึ่งเราใช้วิธีจับกุมและเลิกเลย ดังนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ และสถานการณ์ บางสถานการณ์ละเอียดอ่อนมาก ตรงนี้นายกฯ เข้าใจ ท่านให้เกียรติตำรวจมากไม่ได้ตำหนิ
เมื่อถามว่าแนวทางการสืบสวนของตำรวจสามารถ แจ้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำได้หรือไม่ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนที่มีผู้ดำเนินการใช้อาวุธรุนแรง ก็เข้าข่ายการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ซึ่งคำจำกัดความตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องพิจารณาดูว่า การใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธปืน ลอบยิง ระเบิด มันเข้าข่ายทั้งก่อความไม่สงบและก่อการร้าย อยู่ที่องค์ประกอบของความเห็นด้วย
ด้านพล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่าภารกิจของตำรวจมี 2 กรณี คือ กองกำลังตำรวจทั้งหมดนั้น อยู่ภายใต้การดูแลกองกำลังตำรวจที่มี รรท.ผบ.ตร. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดซึ่งได้รับคำสั่งจาก ศอฉ. มา ในส่วนนั้นขึ้นกับยุทธการณ์ของ ศอฉ. จำนวน 21กองร้อย โดย 20 กองร้อย ดูแลความปลอดภัยบริเวณสีลม อีกส่วนหนึ่งปฎิบติหน้าที่โดยภาพรวมทั่วไปของกทม. จำนวน 36 กองร้อย ยุทธการณ์ ขึ้นกับ บช.น. และขอยืนยันไม่ว่า ตำรวจยังไม่เสียกำลังใจใด ๆ อาจมีเพียงบางนายเท่านั้นที่ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่เข้าใจ เมื่อวานเหตุการณ์ที่ 7 วันไม่ได้ออก ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก และไม่ได้มีกองร้อยเดียวที่อยู่ต่อ เราเอาภารกิจเป็นตัวตั้งแต่ละจุดจึงผลัดเปลี่ยนกำลังไม่เหมือนกัน ตรงนี้ได้ชี้แจงแล้วและเข้าใจกัน และหากอยู่ต่อนั้นจะได้เงินเบี้ยเลี้ยงภายหลัง โดยผู้ที่ดูแลแต่ละบช.จะจัดการ ส่วนเรื่องที่พักนั้น ต้องทราบว่า ตำรวจมาถึง 101 กองร้อย ต้องขอบคุณส่วนราชการต่าง ๆ เชนวัด โรงเรียน แต่ละที่พักไม่เหมือนกัน
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจในสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ละจุดที่มีการชุมนุม ว่า โดยหลักเกณฑ์นั้นตำรวจไม่ใช้อาวุธแน่นอน แต่บางจุดบางแห่งมีการใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่ การชุมนุมมีการพัฒนาปิดถนน ตรวจค้นชาวบ้าน ถ้าตำรวจนำเพียงโล่และกระบองไป ก็ไม่ได้ ตร.จึงมีมาตรการเพิ่มขึ้น ตร.มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว มีอาวุธประจำกายและประจำชุด เป็นไปตามที่กฎหมายเรืองกฎการใช้กำลังและการใช้อาวุธ ตามที่ ศอฉ. กำหนด หน่วยเคลื่อนที่เร็วจะเป็นกองหนุนให้กับกองร้อยควบคุม ฝูงชน