ปณิธานปัดตอบศอฉ.เชิญ“จุมพล”ร่วมงานแทนปทีป

“ปณิธาน”ปัดตอบ“ศอฉ.”เชิญ“จุมพล”ร่วมงาน โบ้ยให้ถาม“นายกฯ"ดึง“จุมพล”นั่งเก้าอี้รักษาการผบ.ตร.”เสียบแทน“ปทีป” 3 โฆษก แถลงชี้แจงการทำงานตำรวจ เพิ่มภาพลักษณ์หลังถูกตำหนิ-ไม่บังคับใช้กฎหมาย ยันจับกุมผู้ชุมนุมต้องใช้ดุลยพินิจ ปฎิเสธตร.เป็นสายให้เสื้อแดง ระบุนายกฯเข้าใจ-เห็นใจตำรวจ ขอให้ประชาชนเข้าใจ ด้านพงศพัศ ระบุกระแสข่าวเปลี่ยน รรท. เป็นไปตามสภาพ ยืนยัน “ปทีป”ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว

(28เม.ย.)  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี   ปฏิบัติราชการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวจะเปลี่ยนตัวรักษาการ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) จากพล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ   มาเป็นพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร. ทำหน้าที่รักษาการแทน ว่า ต้องไปสอบถามนายกรัฐมนตรี เพราะมีคนรู้สึกมากในเรื่องการทำงาน ซึ่งขณะนี้ต้องขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหาร แต่ต้องให้โอกาสทุกคนอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชน ขณะนี้จะเห็นว่าประชาชนต้องการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่อื่นทำตามหน้าที่ ขณะเดียวกันเราเห็นถึงข้อจำกัดและหลายๆท่านก็ทำงานเต็มที่ ปัญหาบางส่วนอยู่ในพื้นที่การปฏิบัติงานจริงค่อนข้างยาก ผู้คนที่มาชุมนุมส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเดือดร้อน มีอารมณ์มีความต้องการ ไม่ง่ายที่จะพูด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถพูดคุยกับคนเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่ดี

 ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.ต.อ.จุมพล ได้เข้ามาร่วมเป็นกรรรมการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินภายใน ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หรือไม่   โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี   กล่าวว่า ขณะนี้คิดว่ามีการพิจารณาดู ซึ่งการทำงานของศอฉ.มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ส่วนไหนที่ทำงานไม่ได้ผล แต่ ณ วันนี้เบื้องต้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงในฐานะ ผอ.ศอฉ. ได้ประชุมหัวหน้าที่ส่วนปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และพยายามดูว่า แต่ละส่วนทำงานกันอย่างไร ส่วนในระดับอื่นๆ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการตำรวจจะเข้าไปดู

             ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าจะมีการประเมินผลการทำงานของพล.ต.อ.จุมพล ก่อนใช่หรือไม่ นายปณิธาน กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ทราบ ต้องไปถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง

 3โฆษกแถลงชี้แจงทำงานตำรวจ
 
 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผข.ผบ.ตร. ในฐานะ โฆษกตร. พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผบช.สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในฐานะ โฆษกศูนย์ปฎิบัติการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปก.ตร.) และพล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย ผบก.ประจำบช.น. ในฐานะ โฆษก บช.น. ร่วมกันแถลงข่าวการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามการจลาจล ทั่วประเทศที่มาปฎิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมในกรุงเทพมหานครและเหตุการณ์ ชุมนุมในจังหวัดต่าง ๆ

 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า รรท.ได้พูดถึงหลายครั้ง ว่าตำรวจมีหน้าที่ดูแลงานหลายด้าน การปฎิบัติหน้าที่ดูแลการชุมนุมก็คือส่วนหนึ่ง และ การดูแลความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สินก็สำคัญ และตำรวจไม่ควรละทิ้ง ถึงอยากจะพูดถึงสถิติอาชญกรรม 5 กลุ่ม ทั่วประเทศที่ตำรวจจะต้องตรวจตราระมัดระวัง ป้องกันอาชญากรม โดยเปรียบเทียบกัน 2 ไตรมาส คือ ต.ค. - ธ.ค. 2552 และ ม.ค. - มี.ค. 2553 สรุปได้ว่า สถิติอาชญากรรมทุกประเภทมีแนวโน้มลดลงทั้งสิ้น จึงอยากให้ประชาชนสบายใจว่าตำรวจไม่ได้ละเลย

 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวอีกว่า ถามว่าเหตุใดอาชญากรรมจึงลดลงและมีโอกาสได้พูดคุยกับ ผบช.ต่าง ๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีประเด็นที่ตรงกันว่า จากการที่ตำรวจได้ตั้งด่านจำนวนมากเป็นส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับทรัพย์ลดลง และพี่น้องประชาชนเข้าใจว่า ตำรวจสายตรวจได้ลดลงไปมากในบางพื้นที่ ประชาชนก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแทน โดยเฉพาะเมื่อมีโครงการฝากบ้านกับตำรวจ ซึ่งมีอาสาสมัครท้องถิ่นมาช่วยกันดูแลแทน รวม ถึงการปราบปรามอบายมุขต่าง ๆก็ห้ามปล่อยปละละเลย และมีบันทึกสั่งการให้ ทุก บช. ลงไปดูแล ส่วนการพิจารณาข้อบกพร่องก็ต้องดำเนินการ ตำรวจต่าง ๆ อย่างเพิ่งวางใจว่า เมื่อมีการชุมนุมในกรุงเทพกลับปล่อยปละละเลยไปเรื่องการปราบปรามอบายมุขไป

 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของ ตำรวจ ปจ.ที่มาจากภาคต่าง ๆ และมาดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมในพื้นที่ กทม. ซึ่งกอง กำลังนี้ขึ้นอยู่กับยุทธการของ ศอฉ. และมี บช.น. เป็นแม่บ้าน โดยเมื่อวานนี้ กรณีตำรวจจาก นครศรีธรรมราช ชุมพร ซึ่งอยู่ในพื้นที่ของ บช.ภ. 8 ในวันนี้จะมีการส่งตำรวจเหล่านี้ จำนวน 200 นาย กลับบ้าน เพราะชุดใหม่ได้เดินทางมาถึงเรียบร้อยแล้ว ส่วน เรื่องข้อกังขาที่ว่าตำรวจทำไมถึงไม่ได้กลับพื้นที่ เมื่อมาครบ 7วันแล้ว และสภาพความเป็นอยู่ต่าง ๆ ก็มอบหมายให้ โฆษก บช.น. ลงไปดูแลและเรืองชีวิตความเป็นอยู่ก็ได้ทำความเข้าใจกับพี่น้องตำรวจแล้วว่า ความเป็นอยู่อาจไม่สะดวกสบายเหมือนอยู่บ้านหรือที่ที่เคยเดินทางมา แต่ส่งที่ขัดข้องหมองใจคือทำไมไม่ได้กลับ นี่ก็ได้กลับแล้ว และส่วนอื่น ๆก็จะมีทางบช.น.ไปช่วยดูและจเรตำรวจแห่งชาติ ก็จะลงไปดูด้วย ที่สำคัญไม่อยากให้นำชีวิตความเป็นอยู่ตัวเองไปเปรียบเทียบกับทหารแต่อย่าง ใด

 พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวถึงเรื่องการบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า ทางตำรวจได้รับการตำหนิจากประชาชนว่าตำรวจเกียร์ว่างบ้าง ตรงนี้ยืนยันว่า ตร.เป็นผู้รักษากฎหมาย ทำงานก็อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและนโยบายของรัฐบาลตรงนี้ไม่มีปัญหาในการปฎิบัติ ตำรวจเองก็เข้าใจบทบาทดีอยู่แล้วแต่ว่าการทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆต้องใช้ดุลยพินิจอย่างมากเพราะเป็นผู้ทำงานอยู่ส่วนหน้า คลุกคลีกับปัญหา ต้องให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้น

 ส่วนกระแสข่าวลือที่ว่าจะมีการปลด พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. จากการเป็นรรท. นั้น พล.ต.ท.พงศพัศ กล่าวว่า ในความเห็นของตน คิดว่า รรท. พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุดและท่านก็เข้าใจสถานภาพของการเป็นรรท.ผบ.ตร. อย่างดี และได้ทำงาน สั่งการ ภายใต้กรอบของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด การที่ตำรวจจะทำงานให้ประสบความสำเร็จ เรียบร้อยดีหรือไม่ หรือ มากน้อยแค่ไหน ท่านก็ทราบเป็นอย่างดี ประชาชนก็เห็นและเข้าใจเรื่องข้อจำกัด สภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แต่การที่จะเปลี่ยนไปเป็นท่านอื่นหรือไม่ ก็อยู่นอกเหนือที่ตนจะกล่าวได้ และยืนยันว่า รรท.ผบ.ตร.ทำงานอย่างดีที่สุดแล้ว

 ด้าน พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ตร. มีการใช้กำลังตำรวจมากว่า 101 กองร้อยในการดูแลกลุ่มผู้ชุมนุม ประเด็นการที่ผู้ชุมนุมตั้งด่านสกัดตำรวจและตรวจค้นผู้ทีสัญจรไปมานั้นไม่ สามารถทำได้ รวมถึงผู้ชุมนุมไม่สามารถตั้งด่านร่วมกับตำรวจได้ หลังจากที่ประสานกับผู้ชุมนุมและมีการยืนยันว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและทางตร. จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดนั้น จนถึงวันนี้ไม่มีการกระทำดังกล่าวกับประชาชนทั่วไปแล้ว และทางตร.จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นต่อไป

 "ส่วนผู้ที่ดำเนินการขัดขวางการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจ นั้นผิดตามประมวลกฎหมายอาญาตาม ม. 138-140 และการไปตั้งด่านตรวจค้นประชาชนมีความผิดม. 309 และถ้ากระทำในพื้นที่ที่ประกาศ พรก.ก็มีความผิดตามประกาศ พรก.ด้วย จึงขอให้ผู้ที่จะกระทำการใด ๆ ใช้วิจารณญาณด้วย และประชาชน ที่ถูกกระทำดังกล่าวก็สามารถแจ้งความได้ตามท้องที่ที่ถูกกระทำ"พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าว

 โฆษก ศปก.ตร. กล่าวอีกว่า  ส่วนการจับกุมผลคดีต่าง ๆแบ่งเป็น 2กลุ่ม คือออกหมายจับกลุ่มผู้ที่ใช้ความรุนแรงและผู้สนับสนุนให้ใช้ความรุนแรง ตั้งแต่เหตุการณ์การชุมนุมเริ่มต้นมา ขณะนี้จับได้ 2ราย คือนายเมธี อมรวุฒิกุล และนายประยุทธ หลายเจริญ และจับกุมตามพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ 3ราย ผู้ต้องหา 13 คน เหตุแรกคือ สน.ทองหล่อ ในเหตุการณ์การนำกลุ่มผู้ชุมนุมไปบ้านท่านนายกรัฐมนตรี คือ นาย ฉัตรชัย ภักดีศรี และ เหตุการณ์บริเวณการสกัดกั้นตำรวจไม่ให้เข้ามาผลัดเปลี่ยนกำลังที่ย่านคลอง หลวงจ.ปทุมธานี 11รายซึ่ง ศาลมีคำสั่งพิจารณาโทษแล้ว และวันที 26 จับกุมนายสุพัฒน์ พวงลำภู ได้ขับขี่รถจยย. ชักชวนคนมาร่วมชุมนุมโดยแจ้งข้อหาชักชวนคนมาก่อความไม่สงบ

 พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าวต่อว่า  ขอยืนยันว่าการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจไม่ทันใจประชาชนที่ ติดตามข่าวสารอยู่ ตรงนี้ยืนยันว่าตำรวจใช้วิจารณญาณหลายอย่าง บางครั้งรู้หรือพบเห็นการกระทำผิดต่อหน้าแต่ว่าไม่สามารถจับกุมได้ เพราะผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก และอยู่ในอาการดุดัน บ้าคลั่ง มีการปลุกระดมเพื่อตอบโต้การจับกุม หากตำรวจดำเนินการจับกุมก็อาจเกิดความสูญเสีย ทางตร.ก็ทำได้โดยบันทึกภาพเหตุการณ์ รวบรวมพยานหลักฐานไว้ เสนอให้ศาลออกหมายจับ ออกหมายเรียก และรอโอกาส เพราะอายุความนั้นมีมากถึง 10-20 ปี ซึ่งเราไม่ละเลย แต่หากจับกุมแล้วต้องมีการบาดเจ็บเกิดขึ้นจำนวนมาก เราควรหลีกเลี่ยงเพราะพฤติกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นขณะนี้ที่ปรากฎในกลุ่มผู้ชุมนุมเองไม่รวมกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบหรือผู้ก่อการร้าย มันยังไม่เข้าข่ายอาชญากร การดำเนินการก็ไม่จำเป็นต้องรุนแรงเด็ดขาดขณะนั้น

 "ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่า มีตำรวจรู้เห็นกับกลุ่มผู้ชุมนุมในการสกัดกั้นการเข้ามาทำงานปจ.ของตำรวจ เพื่อไม่ต้องการมาปฎิบัติหน้าที่นั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะไม่มีประโยชน์ใด ๆ อย่างไรก็ต้องมาปฎิบัติหน้าที่อยู่ดี เรื่องนี้จึงขอทำความเข้าใจกับประชาชนด้วย ส่วนกรณีที่มีการระบุว่า ตำรวจเป็นเสื้อแดงเป็นตำรวจมะเขือเทศ ได้มีการพูดคุยเรื่องนี้กันกับผู้บังคับบัญชา จึงอยากชี้แจงให้สังคมทราบว่า ตำรวจสามารถแยกแยะได้ว่าระหว่างปฎิบัติหน้าที่และความชอบส่วนตัว "พล.ต.ต.ประวุฒิกล่าว

  พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวอีกว่า เมื่อครั้งที่มีการประชุมหารือกับนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงกับท่านไปแล้ว ซึ่งท่านไม่ได้ตำหนิอะไร แต่ให้ข้อคิด และท่านก็ไว้วางใจตำรวจพร้อมเสนอแนะว่า ตำรวจควรพิจารณาได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ เพราะตำรวจมีทั้งเกียรติและศักดิ์ศรี และหากไม่ดำเนินการก็มีความผิดละเว้นปฎิบัติหน้าที่อยู่แล้ว ขณะนี้ได้ชี้แจงรับนโยบายจากรัฐบาล เพื่อปรับแผนการทำงาน เราก็ได้เรียนแล้วว่า ถ้ากำลังผู้ชุมนุมน้อยเราก็จับกุมแน่ เช่นเหตุการณ์ที่มีความคล้ายคลึงกันที่คลองหลวง และ ตลาดไท ปทุมธานี ทีหนึ่งเราใช้วิธีผลักดัน จับกุม และสลาย อีกทีหนึ่งเราใช้วิธีจับกุมและเลิกเลย ดังนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ และสถานการณ์ บางสถานการณ์ละเอียดอ่อนมาก ตรงนี้นายกฯ เข้าใจ ท่านให้เกียรติตำรวจมากไม่ได้ตำหนิ

 เมื่อถามว่าแนวทางการสืบสวนของตำรวจสามารถ แจ้งข้อหาก่อการร้ายกับแกนนำได้หรือไม่ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ในส่วนที่มีผู้ดำเนินการใช้อาวุธรุนแรง ก็เข้าข่ายการก่อความไม่สงบหรือก่อการร้าย ซึ่งคำจำกัดความตรงนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต้องพิจารณาดูว่า การใช้ความรุนแรง การใช้อาวุธปืน ลอบยิง ระเบิด มันเข้าข่ายทั้งก่อความไม่สงบและก่อการร้าย อยู่ที่องค์ประกอบของความเห็นด้วย

 ด้านพล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่าภารกิจของตำรวจมี 2 กรณี คือ กองกำลังตำรวจทั้งหมดนั้น อยู่ภายใต้การดูแลกองกำลังตำรวจที่มี รรท.ผบ.ตร. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดซึ่งได้รับคำสั่งจาก ศอฉ. มา ในส่วนนั้นขึ้นกับยุทธการณ์ของ ศอฉ. จำนวน 21กองร้อย โดย 20 กองร้อย ดูแลความปลอดภัยบริเวณสีลม อีกส่วนหนึ่งปฎิบติหน้าที่โดยภาพรวมทั่วไปของกทม. จำนวน 36 กองร้อย ยุทธการณ์ ขึ้นกับ บช.น. และขอยืนยันไม่ว่า ตำรวจยังไม่เสียกำลังใจใด ๆ อาจมีเพียงบางนายเท่านั้นที่ได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนและไม่เข้าใจ เมื่อวานเหตุการณ์ที่ 7 วันไม่ได้ออก ไม่ได้เกิดเป็นครั้งแรก และไม่ได้มีกองร้อยเดียวที่อยู่ต่อ เราเอาภารกิจเป็นตัวตั้งแต่ละจุดจึงผลัดเปลี่ยนกำลังไม่เหมือนกัน ตรงนี้ได้ชี้แจงแล้วและเข้าใจกัน และหากอยู่ต่อนั้นจะได้เงินเบี้ยเลี้ยงภายหลัง โดยผู้ที่ดูแลแต่ละบช.จะจัดการ ส่วนเรื่องที่พักนั้น ต้องทราบว่า ตำรวจมาถึง 101 กองร้อย ต้องขอบคุณส่วนราชการต่าง ๆ เชนวัด โรงเรียน แต่ละที่พักไม่เหมือนกัน

 พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวถึงการปฎิบัติหน้าที่ของตำรวจในสถานการณ์ต่าง ๆ แต่ละจุดที่มีการชุมนุม ว่า โดยหลักเกณฑ์นั้นตำรวจไม่ใช้อาวุธแน่นอน แต่บางจุดบางแห่งมีการใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่ การชุมนุมมีการพัฒนาปิดถนน ตรวจค้นชาวบ้าน ถ้าตำรวจนำเพียงโล่และกระบองไป ก็ไม่ได้ ตร.จึงมีมาตรการเพิ่มขึ้น ตร.มีหน่วยเคลื่อนที่เร็ว มีอาวุธประจำกายและประจำชุด เป็นไปตามที่กฎหมายเรืองกฎการใช้กำลังและการใช้อาวุธ ตามที่ ศอฉ. กำหนด หน่วยเคลื่อนที่เร็วจะเป็นกองหนุนให้กับกองร้อยควบคุม ฝูงชน