"สวนป่าอ.อ.ป." ในอุ้งมือสุวิทย์ คุณกิตติสู่ทางเลือก"ป่าอนุรักษ์&ป่าเศรษฐกิจ"

จากเหตุการณ์ชุมนุมประท้วงของพนักงานองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.)เมื่อปลายเดือนมกราคม 2553 ที่ผ่านมา กรณีนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มีคำสั่งให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้(อ.อ.ป.) คืนผืนป่ากว่า 9 แสนไร่ให้กรมป่าไม้ดูแลแทน สร้างความไม่พอใจให้แก่พนักงาน เพราะอาจจะส่งผลกระทบให้อ.อ.ป.ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัด ทส.ต้องถูกยุบและพนักงานทั่วประเทศกว่า 2,500 คนต้องตกงาน

 แม้จะได้รับการชี้แจงจากนายสุวิทย์ว่าไม่ได้ต้องการยุบอ.อ.ป. แต่หนังสือที่กรมป่าไม้มีถึงอ.อ.ป.ก็คือ ให้สำรวจป่า 9 แสนไร่เพื่อตรวจสอบว่าพื้นที่ใดมีปัญหาและพื้นที่ใดควรทำเป็นป่าอนุรักษ์หรือป่าเศรษฐกิจเท่านั้น ในขณะที่ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจอ.อ.ป. "สัญชัย บุรุษานนท์" ยืนยันชัดเจนว่าเจตนาของนายสุวิทย์ มีคำสั่งยกเลิกหนังสือ 3 ฉบับที่ออกโดยกรมป่าไม้และให้อ.อ.ป.ดำเนินการ ได้แก่

 1.ให้ชะลอการใช้ประโยชน์สวนป่า 2.ให้ชะลอการพิจารณาอนุญาตปลูกป่าทดแทนในพื้นที่สวนป่าของอ.อ.ป. และ 3.ให้ อ.อ.ป.ส่งมอบพื้นที่สวนป่าที่ได้รับมอบไปดูแลรักษาและใช้ประโยชน์ ในโครงการที่ 2-5 ประมาณ 9 แสนไร่ คืนกรมป่าไม้ ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ 5 มกราคม 2553 ทำให้ อ.อ.ป.ซึ่งมีพื้นที่ป่าดูแล 1.15 ล้านไร่ เหลือเพียง 2 แสนไร่ จึงคิดเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากต้องการยุบอ.อ.ป. ทั้งๆ ที่อ.อ.ป.ไม่ได้พึ่งงบประมาณจากรัฐบาลแต่หาเลี้ยงตนเองมาโดยตลอด

  ยิ่งกว่านั้นยังต้องเลี้ยงดูชาวบ้านรอบๆ สวนป่าให้มีอาชีพ มีรายได้ จากการรับจ้างดูแลรักษาสวนป่าไม่ให้ถูกบุกรุกทำลายและไฟป่า เนื่องจากลำพังแค่เจ้าหน้าที่คงไม่สามารถดูแลรักษาสวนป่าได้อย่างทั่วถึง หากไม่มีชาวบ้านรอบๆ สวนป่าช่วยกันดูแล ด้วยเหตุนี้เองสวนป่าของอ.อ.ป.ทุกแห่ง จึงจำเป็นจะต้องมีหมู่บ้านป่าไม้เพื่อใช้เป็นแนวกันชน

 "หมู่บ้านสวนป่า มีความสำคัญต่อสวนป่าอ.อ.ป.มาก ลำพังเจ้าหน้าที่คงดูแลไม่ทั่วถึงหรอก ต้องอาศัยชาวบ้านรอบๆ สวนป่านี่แหละช่วยเป็นหูเป็นตาให้ ทางอ.อ.ป.ก็จัดหาที่ดินทำกินให้ แล้วก็จ้างคนงานดูแลรักษาสวนป่า  ถ้าอ.อ.ป.ไม่สามารถตัดไม้ขายได้ รายได้ไม่เข้ามา ก็จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านหมู่บ้านสวนป่าที่เราดูแลอยู่ด้วย"

 บุญเลิศ ศรีสุขใส รองผู้อำนวยการ อ.อ.ป. ให้มุมมองต่อนโยบายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ชะลอการใช้ประโยชน์จากสวนป่าระหว่างนำคณะสื่อมวลชนดูการบริหารจัดการสวนป่าวังชิ้น จ.แพร่  ซึ่งจะส่งผลให้อ.อ.ป.ขาดรายได้ อาจทำให้มีปัญหาในการบริหารจัดการสวนป่าในอนาคต เนื่องจากอ.อ.ป.ไม่ได้มีแค่สวนป่าเท่านั้นที่ต้องดูแล แต่ยังมีสถาบันคชบาลแห่งชาติ รับผิดชอบดูแลช้างกว่า 200 เชือก รวมถึงชาวบ้านรอบๆ สวนป่าอีกด้วย

 บุญเลิศ ระบุอีกว่า ตั้งแต่เริ่มดำเนินการปลูกสร้างสวนป่ามาตั้งแต่ปี 2510 จนถึงปัจจุบัน (2553) อ.อ.ป.มีสวนป่าอยู่ในความรับผิดชอบรวมทั้งสิ้น 239 สวนป่า เนื้อที่รวมกว่า 1.15 ล้านไร่ ไม่รวมพื้นที่สวนป่าในเขตอนุรักษ์ที่เคยเป็นของอ.อ.ป.แต่ต้องส่งคืนกรมป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี อีกจำนวน 1.5 แสนไร่ ซึ่งการปลูกสร้างสวนป่าของอ.อ.ป.ในปีแรกๆ เน้นการปลูกไม้สัก เพราะเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูง ราคาดีและนิยมใช้กันมาก โดยจะปลูกในพื้นที่ภาคเหนือเป็นหลัก ปัจจุบันอ.อ.ป.ได้หันไปเน้นการปลูกไม้เชิงเศรษฐกิจ 3 ชนิดหลักได้แก่ สัก ยูคาลิปตัส และยางพารา ในพื้นที่ทุกภูมิภาคของประเทศ

 การปลูกสร้างสวนป่าของอ.อ.ป.แม้ว่าโดยภาพรวมแล้วจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ก็มีไม่น้อยที่ยังต้องปรับปรุงพัฒนาและมีปัญหาอุปสรรคเช่นพื้นที่ไม่เหมาะสม หรือปัญหาราษฎรในบางท้องถิ่นที่อ.อ.ป.ไม่ได้บริหารจัดการมาตั้งแต่แรกเริ่ม เช่นการปลูกสร้างสวนป่าในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เสื่อมโทรมที่คัดเลือกพื้นที่โดยกรมป่าไม้และบางพื้นที่มีปัญหาทับซ้อนที่ดินทำกิน

 "ลงทุนปลูกป่าต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะให้ผลตอบแทนและอ.อ.ป.ต้องลงทุนสร้างสวนป่าอย่างต่อเนื่องทุกปี ปัจจุบันเงินลงทุนประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี  ขณะที่มีรายได้จากการขายสินค้าและบริการแต่ละปีเฉลี่ย 120-150 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อการลงทุน จึงจำเป็นต้องหาเงินสดจากแหล่งอื่นๆ มาสมทบ อย่างเช่น การขายสินค้าล่วงหน้า การกู้ยืม แต่ก็ยังไม่เพียงพออยู่ดี"

 รองผอ.อ.อ.ป. ย้ำด้วยว่า นอกเหนือจากการลงทุนสร้างสวนป่าและบริหารจัดการผลผลิตจากสวนป่าในความรับผิดชอบแล้ว อ.อ.ป.ยังมีภารกิจในการส่งเสริมการปลูกไม้เศรษฐกิจให้แก่ราษฎรรอบเขตสวนป่า นอกจากเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคง เนื่องจากราษฎรมีสวนป่าเป็นของตนเองแล้วยังเป็นการป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าได้อีกทางหนึ่งด้วย 

ชาวบ้านร้องรัฐส่งเสริมปลูกกลับห้ามตัด

  ไม่เพียงองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เท่านั้นที่รัฐบาลสั่งให้ชะลอการใช้ประโยชน์สวนป่าไว้ชั่วคราว  ในขณะที่สวนป่าของชาวบ้านก็มีปัญหาดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างกรณีของ เรณู หล่อหลอม อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 67 หมู่ 8 ต.นาพูน อ.วังชิ้น จ.แพร่ บอกว่าหลังเข้ามาเป็นสมาชิกหมู่บ้านสวนป่าวังชิ้น เมื่อปี 2522 โดยทำงานเป็นลูกจ้างของสวนป่าวังชิ้น และยังมีสวนป่าสักของตัวเองอีก 4 ไร่ หลังได้เข้าร่วมโครงการปลูกสักทองในพื้นที่ส.ป.ก.จนถึงวันนี้เวลา 15 ปี และสักที่ปลูกไว้ก็พร้อมจะตัดขายได้แล้ว แต่ทางป่าไม้ไม่ยินยอมให้ตัด ทั้งที่มีเอกสารการปลูกที่ชัดเจนและเป็นโครงการปลูกไม้เศรษฐกิจจากภาครัฐด้วย

 "พี่ไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ภาครัฐเขามีหลักปฏิบัติกันอย่างไร พอมีโครงการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูก พวกเราก็มาสนใจ เพราะหวังว่าอีก 10 หรือ 20 ปีข้าวหน้าจะมีรายได้จากการขายไม้ แต่พอถึงเวลากลับไม่ให้ตัด ขณะที่เราก็ต้องมีค่าใช้จ่ายในการดูแลทุกวัน" เรณูบ่นให้ฟัง

 เช่นเดียวกับ ร่วมจิตร อุ่นแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 75 หมู่ 8 ต.นาพูน ซึ่งเป็นสมาชิกหมู่บ้านสวนป่าวังชิ้นอีกรายที่มีปัญหาเช่นเดียวกัน เธอบอกว่าตนเองมีพื้นที่ปลูกสัก 11 ไร่ มีไม้สักที่พร้อมตัดจำนวน 2,200 ต้น เริ่มต้นปลูกเมื่อปี 2543 ซึ่งในขณะนั้นได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐไร่ละ 3,000 บาทเป็นเวลา 5 ปี จากนั้นก็จะดูแลกันเอง แต่จนถึงวันนี้ไม้ที่พวกเราดูแลกันมาโตเต็มที่และพร้อมที่จะตัดขายได้แล้ว แต่ป่าไม้จังหวัดกลับไม่ยินยอมให้ดำเนินการ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดูแลก็เพิ่มขึ้นทุกวัน

 "ที่จริงเราก็ไม่ได้ตัดทีเดียวหมดทั้งแปลง แต่จะตัดเป็นโซนๆ แล้วก็ปลูกเพิ่ม ซึ่งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่นี่ห้ามตัดเลยมันก็เป็นปัญหา ค่าใช้จ่ายก็เพิ่มขึ้นทุกวัน รายได้ก็ไม่มี แล้วก็เป็นไม้ที่เราปลูกเองกับมือในพื้นที่ที่รัฐส่งเสริมให้ปลูก แต่กลับทำอะไรไม่ได้" ร่วมจิตรกล่าวอย่างท้อใจ พร้อมโชว์ใบแสดงสิทธิการปลูกสักทองที่ออกโดยหน่วยงานราชการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สุรัตน์ อัตตะ