เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 16 เม.ย.ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจคอมมานโดในการเข้าจับกุมตัวแกนนำ นปช. ล้มเหลว ว่า ตนยอมรับว่าการปฏิบัติการไม่สำเร็จ แต่นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้น เพราะยังต้องดำเนินการจับกุมตัวตามกฎหมายต่อไป
เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นเพราะการข่าวรั่วจนทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงสามารถรวมตัวล่วงหน้าไปขัดขวางการจับกุมดังกล่าวได้สำเร็จ นายปณิธาน กล่าวว่า เป็นข้อสังเกตหนึ่งที่ต้องไปดูว่าเป็นเพราะอะไร ขณะนี้ต้องรอทางเจ้าหน้าที่สรุปผลการปฏิบัติงานมาก่อน ทั้งนี้ การเข้าจับกุมต้องดูปัจจัยและเงื่อนไขหลายอย่างๆ ส่วนความจำเป็นที่จะต้องเข้าจับกุมแกนนำ นปช.ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์นั้น การดำเนินการหลังจากนี้ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ เพราะชัดเจนว่ามีกลุ่มติดอาวุธปะปนอยู่ แต่ ศอฉ.จำเป็นต้องเข้าไปดำเนินการให้มีการใช้พื้นที่นี้ได้ตามปกติ
ต่อข้อถามถึงการออกคำสั่งเรียกบุคคลมารายงานตัวต่อ ศอฉ.นั้น นายปณิธาน กล่าวว่า ขณะนี้ยังเปิดเผยชื่อไม่ได้ จนกว่าจะมีการเข้ามารายงานตัว และจะมีการชี้แจงเหตุผลของการเรียกตัวต่อไป ซึ่งขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ส่งหนังสือเรียกตัวแล้ว
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ถึงความผิดพลาดในการเข้าจับกุมแกนนำ นปช. ซึ่งนายสุเทพพยายามบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม แต่ในที่สุดก็กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ว่า ตนไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ขณะนี้กำลังรอการรายงานเข้ามาอยู่ จากนั้น นายสุเทพได้เรียกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ มาหารือทันที
ตั้งคกก.สวนคดีพิเศษไล่บี้คดีอาญากลุ่มผู้ชุมนุม
เมื่อเวลา 10.30 น. นายสุเทพ ได้เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษร่วมกับ 10 หน่วยงานเพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งนี้หลังการประชุมนายสุเทพ กล่าวว่า ทางศอฉ.ได้นำความให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อพิจารณา ให้รับคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีพิเศษ ซึ่งได้มีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ เพื่อพิจารณา และคณะกรรมการได้มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คดีความผิดทางอาญากรณีการก่อการร้าย การขู่บังคับต่อรัฐบาล การทำร้ายประชาชน และเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการ ตั้งแต่ปลายปี 2552 เป็นคดีพิเศษที่ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับ หน่วยงานอื่นๆ อีก 9 หน่วยงานร่วมกันสืบสวนสอบสวนดำเนินดคี
นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า ทางคณะกรรมการได้ให้คำแนะนำเป็นข้อห่วงใยและยึดถือเป็นแนวทางหลายประการ ประการสำคัญ คือการสอบสวนครั้งนี้ให้ทำตามมาตรฐานของกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา คือตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะทุกอย่างต้องเป็นไปตามพยานหลักฐาน ถูกเป็นถูกผิดเป็นผิด โดยยึดถือความเป็นกลางและความยุติธรรม ทั้งนี้เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อถือ และมีความสบายใจในเรื่องนี้ ที่สำคัญเป็นที่จับตาของนานาชาติ การสอบสวนครั้งนี้จึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล จากข้อแนะนำต่างๆ จากคณะกรรมการฯ ให้มีการบูรณาการทำงางานร่วมกันกับหลายหน่วยงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ รวดเร็วในการทำงาน และโปร่งใส ไม่มีการครอบงำ
นายธาริต กล่าวว่า จะมีหน่วยงานทั้ง 10 หน่วยงานประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยงานหลัก สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นที่ปรึกษาและร่วมในการสอบสวน นอกจากนี้ ยังมีกระทรวงกลาโหม โดยกรมพระธรรมนูญ กองทัพบก สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติ สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจสันติบาล กองบัญชาการตำรวจนครบาล กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจภูธรภาคของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการสอบสวนคดีดังกล่าว ขอยืนยันจะปฎิบัติ ตามข้อแนะนำของคณะกรรมการฯ ในทุกประการเพื่อรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม การใช้อำนาจบริหารในขบวนการนิติรัฐ เพื่อให้ความสงบสุขในสังคมบ้านเมืองเกิดขึ้น ตามที่ประชาชนต้องการ
นายธาริต กล่าวอีกว่า คณะกรรมการจะแบ่งคดีออกเป็น 5 กลุ่ม คือ คดีผู้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 10 เม.ย. คดีพฤติการณ์การก่อการร้าย คดีอาวุธสงคราม คดีการวางระเบิด และคดีการเสาะหากลุ่มไม่ทราบฝ่าย หรือกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ โดยจะเริ่มประชุมในเวลา 13.00 น.ของวันนี้ ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีกระทรงกลาโหม กองทัพบก สำนักข่าวกรองแห่งชาติ สมช. ตำรวจสันติบาล บชน. แต่ละคดีให้หน่วยงานที่เชี่ยวชาญเข้าไปรับผิดชอบในแต่ละคดี
ดีเอสไอประสานบช.น. แบ่งคดีเร่งหาคนผิดมาลงโทษ
นายธาริต กล่าวด้วยว่า การดำเนินการจะตั้งกรอบเวลาชัดเจนไม่ได้ ซึ่งจะลงมือทำงานกันตั้งแต่วันนี้ และจะปรึกษาหารือกับ 10 หน่วยงานอย่างใกล้ชิด เพื่อทำงานกันแบบบูรณาการ โดยจะประชุมกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่กันในบ่ายนี้ นอกจากนี้ คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ จะต้องประสานการทำงานกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. เพื่อจะแบ่งคดีกันอย่างชัดเจน โดยเบื้องต้นจะให้คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ ดูแลคดีหลัก ส่วนคดีรองจะมอบให้กับ บชน. เป็นผู้ดูแล ทั้งนี้ คดีจะเกี่ยวกับคดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ปะทะกัน คดีก่อการร้าย และคดีการวางระเบิดที่มีมาต่อเนื่องจากปลายปีที่แล้ว
นายธาริต กล่าวอีกว่า ในการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษที่เกี่ยวข้องกับการวางระเบิด ก็มีกว่า 40 คดี ซึ่งคงต้องดูว่ามีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ ส่วนการเอาผิดขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้กระทำผิด โดยจะมีตั้งข้อหากับผู้กระทำเอาผิดกับตัวการแยกเป็นคดีเดี่ยว ส่วนผู้ลงมือทำจะตั้งเป็นข้อหาร่วมขึ้นอยู่กับจำนวนผู้กระทำผิด
นายสุเทพ กล่าวถึงกรณีที่ตำรวจหน่วยคอมมานโด บุกจับแกนนำที่โรงแรมเอสซี.ปาร์ค ว่า ตนยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ ต้องรับฟังรายงานก่อนทั้งนี้ไม่ทราบสาเหตุ
ด้าน พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ของคณะกรรมการคดีพิเศษ กล่าวว่า ในที่ประชุมยังไม่ได้พูดถึงพฤติกรรมตัวอย่างที่จะเข้าข่ายของคดีพิเศษ เพียงแต่รับหลักการว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นลักษณะของการก่อการร้าย ดังนั้นก็จะเข้ามาในข่ายของการสอบสวนของคดีพิเศษ แทนที่จะเป็นคดีของฝ่ายตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว เมื่อถามว่านอกจากพฤติการณ์ของคดีแล้วจะต้องคำนึงถึงสิ่งใดอีกจึงจะเรียกว่าเป็นคดีพิเศษ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2552 ที่จะต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ และเหตุการณ์ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้ตัวผู้ต้องหา แต่ก็มีผลเกิดขึ้นแล้ว โดยมีการใช้อาวุธร้ายแรง มีผู้เสียชีวิต และเหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่จำเพาะเจาะจงว่าเกิดขึ้นที่ไหน ไม่เฉพาะแห่งเดียว
เมื่อถามว่ามติที่คณะกรรมการมีผลวันนี้จะนำมาใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 10 เม.ย.ได้ใช่หรือไม่ หากมีการกระทำผิดในลักษณะคล้ายคลึงกัน พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ได้แน่นอน เพราะความผิดเกิดแล้วแม้จะไม่รู้ตัวผู้กระทำผิดที่ชัดเจน เมื่อถามถึงการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บางฝ่ายมองว่าไม่ให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเท่าที่ควร พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ตนคิดว่าตำรวจก็ทำงานลำบาก เพราะคนเยอะ
เมื่อถามว่าการทำงานของตำรวจขณะนี้ดีกว่าหรือด้อยกว่าในอดีต พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ตนคงตอบไม่ได้ เพราะในอดีตไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ที่มีคนเข้ามาจากต่างจังหวัดมากมายและมายึดส่วนหนึ่งของกทม.ไว้เป็นหนแรก ดังนั้นการจะวิพากษ์คงไม่เป็นธรรม ตำรวจและทหารคงอยู่ในฐานะลำบาก เมื่อถามอีกว่า คิดว่าตำรวจทำเต็มที่แล้วหรือยัง พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ตนก็อยากให้ทำมากกว่านี้ แต่จะทำอย่างไรตนก็คงบอกไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ด้วย
ส่วนกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงจับตำรวจเป็นตัวประกันจะเข้าข่ายก่อการร้ายหรือไม่ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า เป็นความผิดต่อเจ้าพนักงาน ผิดกฎหมาย ส่วนจะเข้าข่ายคดีพิเศษหรือไม่ ก็ต้องดูพฤติการณ์ว่าจับอย่างไร อย่างไรก็ตามตนขอให้คนไทยตั้งสติให้ดีและพิจารณาดูสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยวิจารณญาณ อย่ารีบสรุป อย่ารีบเชื่อ และใช้เหตุผล
"อำนวย"เตรียมโอนคดีปะทะเดือด10 เม.ย.ให้ ดีเอสไอ
เมื่อเวลา 10.00 น.พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.เรียกประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีเหตุการณ์ทหารยึดพื้นที่กลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าวันที่ 10 เม.ย.แล้วเกิดการปะทะกันกับกองกำลังไม่ทราบฝ่ายทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตหลายราย พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ได้แบ่งประเด็นให้พนักงานสอบสวนของบก.น.1, บก.น.5 และบก.น.6 ประมาณ 50 นาย สอบปากคำดังนี้ 1.ผู้บาดเจ็บตาม รพ.ต่าง ๆ ขณะนี้ยังขาดอีกประมาณ 200 กว่าปาก บางรายอาจจะรู้และเห็นว่าใครคือคนร้าย หรือคนที่ยิง 2.ทหารที่ปฏิบัติการทั้งหมดเกี่ยวกับรายละเอียดถึงขั้นตอนการปฏิบัติการ อาวุธที่ใช้ ใครเป็นออกคำสั่ง เป็นต้น 3.เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่เข้าไปแฝงตัวในพื้นที่แล้วอยู่ในเหตุการณ์ 4.ผู้สื่อข่าว โดยนำเทปข่าวหรือคลิปวีดีโอต่างๆ มาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดประมาณ 1,000 ปาก เฉพาะผู้บาดเจ็บ 800 กว่าคนแล้ว ถ้าการสอบสวนมากกว่านี้ก็จะระดมมาเพิ่มอีกโดยมีประมาณ 100 กว่านาย ยังไม่รวมพนักงานสอบสวน บช.ก.
พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ปัญหาที่พบขณะนี้คือหลังให้ฝ่ายสืบสวนไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดของ กทม.ที่ติดไว้ตามทางแยกต่าง ๆ และกล้องวงจรปิดของเอกชน บริเวณจุดต่าง ๆ กล้องวงจรปิดเหล่านั้นถูกเปลี่ยนทิศทางหมด กล้องถูกผลักให้เปลี่ยนมุมเปลี่ยนองศาเพื่อต้องการไม่มีการบันภาพ บางตัวก็เอาถุงดำมาครอบไว้ ถามต่อว่าใครเป็นทำซึ่งคนที่ทำนั้นแสดงว่าคิดไว้ก่อนแล้วว่าจะทำอะไรไม่ดีจึงได้ปิดหูปิดตา ตนขอตอบว่า ไม่รู้ว่าใครทำ แต่กล้องวงจรปิดเหล่านั้นอยู่ในพื้นที่การชุมนุม ตนไม่ได้หมายถึงผู้ชุมนุมเป็นคนทำ แต่กล้องอยู่ที่แยกคอกวัว ถนนดินสอหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในพื้นที่ชุมนุมทั้งหมด ถามถึงเบาะแสข้อมูลต่าง ๆ ที่อาจมีคนบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ พล.ต.ต. อำนวย บอกว่า มีคนส่งข้อมูลมาให้ 2-3 รายแล้วซึ่งจะขอปิดไว้เป็นความลับ
รองผบช.น.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้คณะกรรมการคดีพิเศษจะเข้าร่วมประชุมที่ศอฉ. อาจจะเอาคดีนี้ที่เกี่ยวข้องกับคดีก่อการร้ายโดยให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหน่วยงานกลางเป็นเจ้าภาพดำเนินการร่วมกับ 9 หน่วยงาน เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พนักงานอัยการสูงสุด ตนคิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้เกิดความสมดุล การตรวจสอบจะละเอียดขึ้น และพยานหลักฐานก็จะรอบด้านมากขึ้น สำนวนการสอบสวนก็อาจจะต้องส่งมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนวนสอบปากคำได้ 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็มีอุปสรรคบ้าง เช่น คนเจ็บยังไม่พร้อมที่จะให้การ ตรวจสอบอาวุธของทหารที่หายไป และเรื่องค่าเสียหายต่างๆ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ศอฉ. เปิดเผยว่ามีประชาชนรู้เห็นเหตุการณ์ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ต้องสอบปากคำแน่นอนถ้าอยู่ในที่เกิดเหตุ หรือปรากฏในภาพก็เรียกมาสอบปากคำทั้งหมด รวมทั้งกรณีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ แถลงข่าวบุคคลที่ใส่หมวกไอ้โม่งก็ต้องเรียกมาสอบสวนว่า ขณะเกิดเหตุอยู่ที่ไหน เอาอาวุธปืนมาใช้ หรือขนอาวุธปืนไปเก็บอย่างที่ว่าจริง ปืนกระบอกที่ถือก็ต้องสอบปากคำทางกองทัพว่า ใช่ของกองทัพหรือไม่ถ้ากองทัพปฏิเสธ แสดงว่าที่บอกว่ายึดปืนทหารแล้วถูกถ่ายภาพขณะขนปืนขึ้นเวทีนั้นไม่ใช่แล้วถือว่าจบข่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากการรวบรวมคดีที่ผ่านมาถือว่าเป็นการกระทำเข้าข้อหาก่อการร้ายหรือยัง พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ต้องดูองค์ประกอบเป็นข้อๆ ไป ตามมาตรา 135 วรรค 1 ดูว่าใช้กำลังประทุษร้ายหรือยัง การใช้กำลังประทุษร้ายนั้นกระทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต ทรัพย์สิน เสรีภาพ และชื่อเสียงของผู้ถูกกระทำ จนกระทั่งเป็นการบีบบังคับรัฐบาลกระทำการใดไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ อย่างกรณีที่กลุ่มชุมชุมเคยปิดขนส่งสาธารณะสนามบินก็เข้าข่ายความผิด เพื่อบีบบังคับรัฐบาลให้กระทำการใดไม่กระทำการใดจนเกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง ซึ่งเวลา 16.00 น.วันที่ 16 เม.ย. ก็จะมีการประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษพิจารณาว่าเข้าองค์ประกอบหรือไม่