หลังจากที่ครบองค์ประกอบแล้วว่า จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้เท่านั้นเพื่อจะระงับยับยั้งการชุมนุมของคนเสื้อแดง และความรุนแรงที่กลุ่มลึกลับก่อเหตุปาระเบิด และยิงระเบิดทำลายสถานที่ต่างๆ
จะว่าไปแล้ว องค์ประกอบที่ อภิสิทธิ์ หยิบยกขึ้นเป็นเหตุผลนั้น ล้วนเกิดขึ้นจากคนเสื้อแดงที่ต้องเรียกว่า "พลาด" อย่างไม่ตั้งใจ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลนั้น จะเรียกว่า "บังเอิญ" ก็น่าจะได้ หรือจะเรียกว่า "อ่านขาด" ว่านิสัยของ อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่นำผู้ชุมนุมมาล้อมรัฐสภา นั่นก็ย่อมจะมองได้
อริสมันต์ ที่เดินในแนวกร้าว จนบางครั้งน่าจะเรียกว่า ก้าวร้าว เสียด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะเมื่ออยู่บนเวทีปราศรัย หรือการนำผู้ชุมนุม
1 ปีที่แล้วที่พัทยา ที่นั่นก็จารึกวีรกรรมของอริสมันต์เอาไว้ เมื่อนำคนเสื้อแดงบุกโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา ล่มการประชุมสุดยอดอาเซียน จนเป็นคดีความมาแล้ว
1 วันก่อนหน้าที่จะมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เป็นอริสมันต์ ที่นำคนเสื้อแดงบุก กกต. ไปข่มขู่ให้หาตัวอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.มาเจรจา
กระทั่ง 7 เมษายน อริสมันต์ก็นำคนเสื้อแดงบุกเข้ารัฐสภา หวังจะไปค้นหาตัวสุเทพ เทือกสุบรรณ
ลำพังการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ปฏิเสธอำนาจรัฐ-คำสั่ง ศอ.รส. ปฏิเสธกฎหมาย แต่รัฐบาลก็ไม่มีช่องทางที่จะเข้าไปสลายการชุมนุม หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือกรอบกฎหมายปกติ
แม้กระทั่งการจะจับกุมแกนนำผู้ชุมนุมก็ยังต้องรอให้ขึ้นเวทีปราศรัย จึงจะมีอำนาจตามกฎหมายเข้าไปจับกุมหรือสลายการชุมนุม
ความทุลักทุเลในการหนีออกจากรัฐสภาของสุเทพ และคณะ หากเพื่อให้มีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็นับว่าบรรลุเป้าประสงค์
ถึงแม้จะต้องลำบากถึงมือหน่วยปฏิบัติการพิเศษเฉพาะกิจ 90 (ฉก.90) จ.ลพบุรี นำโดย พ.ท.อานนท์ รัตนกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการพิเศษเฉพาะกิจ 90 นำทีมมาพาออกไป แต่กว่าจะไปถึงเฮลิคอปเตอร์ที่สแตนด์บาย ก็ต้องปีนรั้วรัฐสภาออกมาแทบไม่ต่างจาก สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เมื่อปีก่อน
สุเทพมาถึง ร.11 รอ.ในเวลา 13.25 น. และอภิสิทธิ์ก็เรียกประชุม ครม.ฉุกเฉินในทันที
ถามว่า เหตุใดสุเทพถึงต้องลงทุนเดินทางออกจากรัฐสภาช้ากว่าคนอื่นๆ ทั้งที่ ส.ส.ส่วนใหญ่ออกไปก่อนหน้านี้แล้ว...ก็ต้องย้อนกลับไปที่เหตุการณ์ 6 เมษายน เพื่อมองภาพรวมในความพยายามที่จะควบคุมการชุมนุมของรัฐบาล
ตลอดวันที่ 6 เมษายน คนเมืองหลวงพยายามเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้การชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์สิ้นสุดยุติ โดยที่หารู้ไม่ว่า ใน ศอ.รส.กับรัฐบาลนั้นก็เกิดความเห็นที่แตกต่าง
ฝ่ายหนึ่งมองว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ผ่านไปโดยที่ไม่จัดการอะไรสักอย่างจะสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองจนประเมินค่าไม่ได้ ขณะที่อีกฝ่ายยืนกรานที่จะปฏิบัติตามที่กฎหมายให้อำนาจเอาไว้
จนภาพออกมาว่า ทหารที่นำโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไปทางหนึ่ง อภิสิทธิ์ ไปอีกทางหนึ่ง
แต่แท้จริงแล้ว ประเด็นที่อาจจะเกิดอาการ “แตกคอ” คือ ประเด็นความรับผิดชอบ ภายหลังการปฏิบัติหน้าที่นั่นต่างหาก
เพราะการคลี่คลายการชุมนุมนั้น คนเสื้อแดงที่ได้บทเรียนมาแล้วเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา การเข้าสลายการชุมนุมครั้งนี้จึงต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง แต่หากมีเลือดตกยางออก เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ก็ยังหลอนตำรวจไม่หาย
นั่นหมายความว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องประกาศให้ชัดเจนว่า เมื่อสั่งการออกไปแล้ว จะต้องพร้อมแอ่นอกแสดงความรับผิดชอบหากเกิดความเสียหายรุนแรง ไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ลงนามในคำสั่งรับผิดชอบเหมือนเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551
แน่นอนว่าย่อมไม่พ้น สุเทพ เทือกสุบรรณ และ อนุพงษ์ เผ่าจินดา !
เป็น อนุพงษ์ ที่หากเหตุการณ์ปกติ ก็น่าจะเดินสายอำลา ผบ.เหล่าทัพมิตรประเทศก่อนที่จะเกษียณอายุราชการตุลาคมนี้
แต่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นและบังเอิญยังอยู่ในตำแหน่ง ผบ.ทบ. โอกาสที่จะเกษียณอายุไปแบบสบายๆ ไร้ข้อกังวลนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเปลืองเรี่ยวแรง เปลืองสมองในการวางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ และต้องมีหลังอิงที่แน่นอนชัดเจน
นั่นหมายความว่า คนสั่งการจะต้องพร้อมรับผิดชอบอย่างเต็มที่
หลังการประชุม ครม.หลังเหตุและผลครบองค์ประกอบ และฝ่ายกฎหมายงัดข้อกฎหมาย รวมทั้งอำนาจนายกรัฐมนตรีในการสั่งการออกมาเตรียมพร้อมประกาศอย่างชัดเจนแล้ว การตัดสินใจออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จึงสะดวกโยธิน
แต่หากมาตรการขั้นสุดท้าย หรือไพ่ใบสุดท้ายของรัฐบาลนี้ไม่สำเร็จ ก็เหลือเพียง 2 ทางเท่านั้น ที่จะต้องเลือก
หนึ่ง อภิสิทธิ์ ประกาศยุบสภา
อีกหนึ่งคือ พล.อ.อนุพงษ์ กลืนน้ำลายตัวเอง นำกำลังยึดอำนาจอีกครั้ง
หาไม่แล้วปลายทางของการเฉยชากับการชุมนุม ที่คนเห็นด้วยกับคนคัดค้านที่เพิ่มขึ้นทุกวันก็คือ เลือดนองแผ่นดิน !