ก้าวสู่ปีที่33"อสม.""หัวใจ"สร้างเสริมสุขภาพคนไทย

ย่างเข้าสู่ปีที่ 33 ของ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 987,019 คน ได้มีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น ช่วยให้ประเทศชาติลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่ไม่จำเป็นลง

 ได้อย่างมหาศาล เพราะ อสม.ทำหน้าที่ "แก้ข่าวร้ายกระจ่ายข่าวดี ชี้บริการ ประสานงานสาธารณสุข บำบัดทุกข์ประชาชน ทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี” ด้วยความดีของอสม. คณะรัฐมนตรียุครัฐบาลนายชวน  หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติให้วันที่ 20 มีนาคม ของทุกปีเป็น "วันอาสาสมัครสาธารณสุขแห่งชาติ" มาตั้งแต่ปี 2536 

 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ความจริงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านนั้น เริ่มขึ้นมาตั้งแต่ปี 2521 ในขณะนั้นมี อาสาสมัครสาธารณสุข หรือ อสส. กับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) โดย อสส.จะมีอัตราส่วนการดูแล 8-15 ครัวเรือนต่อคน โดยมี อสม. 1 คนต่อ 1 หมู่บ้าน เป็น หัวหน้า อสส. อีกระดับหนึ่ง แต่ อสม.นั้น จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐานด้วย อย่างไรก็ดี ในปี 2537 รัฐบาลภายใต้การนำของนายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ได้ยกระดับ อสส. ให้ขึ้นมาเป็น อสม. ทั้งหมด

 "ปัจจุบันได้กำหนดให้งานของ อสม. เป็น 1 ใน 10 นโยบายสำคัญของกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องเร่งปฏิบัติให้เปิดประสิทธิภาพประสิทธิผลอย่างต่อเนื่องโดยจะต้องเข้ามามีบทบาทในเชิงรุกมากขึ้น เนื่องจาก อสม. คือหัวใจของการสร้างเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชน"

  บทบาท อสม. เร่งดำเนินการใน 4 แนวทาง คือ 1.ทำหน้าที่สร้างเสริมสุขภาพให้แก่ประชาชนในชนบท เริ่มดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เป็นพ่อแม่อาสาดูแลทารกตั้งแต่แรกเกิด และดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรังในหมู่บ้าน และการส่งเสริมนโยบาย 3 อ. มี อ.1 ดูแลเรื่องอาหารให้ครบหมวดหมู่  อ.2 ออกกำลังกาย และ อ.3 ควบคุมอารมณ์ เพื่อไม่ให้เกิดความเครียด

 2.ทำหน้าที่ป้องกันและควบคุมโรค อาทิ รณรงค์ให้นำเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ เช่น ไอกรน โปลิโอ บาดทะยัก รวมไปถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วย โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล อสม.จะต้องเดินเท้าเข้าไปหาชาวบ้านเพื่อดำเนินการในเรื่องนี้ ฯลฯ

 3.อสม.มีบทบาทในการรักษาพยาบาล โดยจะเข้ามามีส่วนในเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้น อาทิ การรักษาแผล การให้ยาสามัญประจำบ้าน ยาลดไข้แก้ปวด ก่อนที่จะส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลชุมชนต่างๆ

 4.ให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพบำบัดให้แก่ผู้พิการ เช่น แนะนำเรื่องสุขภาพ การทำกายภาพบำบัด แนะนำผู้พิการในเรื่องการดูแลสุขภาพตนเอง แนะนำให้ออกกำลังกาย

 "อสม.จะทำหน้าที่อย่างครบวงจร กล่าวคือ “ส่งเสริม ควบคุม รักษา ฟื้นฟู”  อสม.ยังมีหน้าที่สอดส่องดูแลคุ้มครองผู้บริโภคด้วย เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบ การนำยาไม่มีมาตรฐานมาจำหน่าย ประสานงานกับเครือข่ายชุมชน เพื่อระดมความคิดในการดำเนินการด้านสาธารณสุข สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ในด้านสาธารณสุขให้แก่ชุมชน รวมทั้งบูรณาการงานด้านสาธารณสุขชุมชน"

 "บทบาท 4 ใหม่ อสม." 1.อสม.เชิงรุก ต้องจัดทำแผนพัฒนาสุขภาพชุมชน มีการออกแบบ การส่งเสริม และแผนงานที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบสาธารณสุขในแต่ละชุมชน 2.อสม.เป็นกลไกสำคัญในการรักษาพยาบาลและการสาธารณสุขระหว่างชุมชนกับโรงพยาบาลตำบลหรือสถานีอนามัยต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนพื้นที่ชนบทจะมีความปลอดภัยในเรื่องสุขอนามัย 3.อสม.เป็นกลไกในการสื่อสารนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขไปสู่ชุมชน 4.อสม.มีส่วนร่วมในการดูแล แก้ไข และปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ โดยเข้าไปมีส่วนช่วยเหลือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ในการแก้ไขการทุจริตคอรัปชั่นในชุมชนต่างๆ ด้วย

 ด้วยภารกิจอสม.ต้องเดินหน้า 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่ ดูแลสุขภาพหญิงตั้งครรภ์ เป็นพ่อแม่อาสาดูแลทารกตั้งแต่แรกเกิด และดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ป่วยเรื้อรังในหมู่บ้านนั้น อสม.จึงได้รับการดูแลด้านสวัสดิการ โดยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีนโยบายจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ อสม.เดือนละ 600 บาท เพื่อบำรุงขวัญและกำลังใจให้แก่ อสม.ที่เสียสละ

 ล่าสุด เพื่อแก้ไขปัญหาความล่าช้าในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้ อสม. คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด เร่งโอนเงินในส่วนนี้มาให้แก่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เมื่อ สสจ.ได้รับเงินมาแล้ว จะกระจายเงินค่าตอบแทนไปยังสถานีอนามัย เป็นผู้ดำเนินการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่ อสม.

 ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ ยังปรับสวัสดิการ อสม.เป็นเหรียญเงินที่เรียกกันว่า “ดิเรกคุณาภรณ์”  ให้แก่ อสม.ที่ทำคุณงามความดี และเหรียญทองสำหรับ อสม.ที่ทำความดีตลอด 5 ปี ซึ่งในปี 2553 นี้ มีอสม.ที่ได้รับเหรียญทอง 14 คน  พร้อมผลักดัน อสม.ให้ได้เรียนสาธารณสุขชุมชนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) โดยจะมีทุนเรียนทั้งสิ้น 75 ทุน ทั้งยังส่งเสริมและสนับสนุนให้ “บุตร-ธิดา” ของ อสม. สามารถเข้าเรียน “พยาบาล” ได้อีก 500 ทุน ขณะที่ อสม.รายใดอยากศึกษาต่อ กศน.ก็ทำได้

 "อสม.รับส่วนลด 50% หากรักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ส่วนอสม.ที่ทำหน้าที่มากกว่า 10 ปี หรือเป็น อสม.ดีเด่นรัฐจะแบกรับค่ารักษาพยาบาลแทน 100%  ที่สำคัญยิ่ง อสม.เป็นอาสาสมัครที่มีศักยภาพสูงมากของประเทศไทย 

 ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ยกย่องชมเชยระบบ อสม. ในการประชุมที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ว่า ระบบ อสม.ของประเทศไทย ประสบความสำเร็จสูงมาก สามารถที่จะนำไปเป็นตัวอย่าง เพราะเป็นระบบที่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลสุขภาพของประชาชนเอง ทำให้ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการดูแลด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนได้อย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด" รมว.สาธารณสุข กล่าวในที่สุด