สนธิเร่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มาที่ไปของเอ็ม79

"สนธิ” เร่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่มาที่ไปของเอ็ม 79 ที่ถูกยิงเข้าไปในร. 1 รอ. และที่จับได้จากอยุธยาและสมุทรปราการ หวั่นเชื่อมโยงกัน ชี้ถ้าได้รับสนับสนุนจากนอกประเทศ ถือว่าอันตราย ระบุ การรบในเมืองเอ็ม 79 เหมาะสุด ถึงไม่แม่น แต่หวังผลทำลายได้ เพื่อไทยร้อนตัวปัดเอี่ยวยิงเอ็ม79

 (15 มี.ค.) พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79   เข้าไปภายในกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค์ (ร. 1 รอ.) จำนวน 4 ลูกว่า เป็นเรื่องที่น่าติดตามมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ในขณะนี้ จึงต้องตรวจสอบว่าสอดคล้องกับกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจพบเครื่องยิงเอ็ม 79 ที่จ.พระนครศรีอยุธยาและสมุทรปราการหรือไม่ โดยเจ้าหน้าที่จะต้องเร่งหาข้อเท็จจริงโดยเร็วที่สุดว่า เครื่องยิงดังกล่าวถูกส่งไปขายในต่างประเทศหรือนำมาใช้ในประเทศ เพราะลูกระเบิดเอ็ม 79 ซึ่งเป็นอาวุธสงครามส่วนใหญ่จะจัดซื้อมาจากต่างประเทศโดยทางราการ

 “ตัวปืนมันผลิตง่าย แต่กระสุนผลิตยาก ถึงจะมีปืน แต่ก็หาลูกยิงไม่ง่าย เพราะลูกระเบิดต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าเป็นการผลิตในประเทศจะมีการควบคุม สิ่งที่ผมบอกว่าน่าสนใจคือ เขาผลิตแล้วเอาไปไหน ต้องรีบหาตรงนี้ให้เจอ ถ้าเจอแล้วเอาไปทำอะไร เพราะมันไม่มีที่ให้ขาย จึงน่าเป็นห่วง และเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งอาวุธดังกล่าวมีแหล่งสนับสนุนจากภายในประเทศนั้นน้อยมาก แต่ถ้าสนับสนุนมาจากภายนอก อาจเกิดเรื่องยุ่ง ถือว่าอันตรายแล้ว เราจึงต้องรีบหาต้นตอให้ได้ เพราะโลกเดี๋ยวนี้โดยเฉพาะประเทศรอบบ้านเราไม่มีสงครามแล้ว จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าติดตาม”พล.อ.สนธิ กล่าว

 เมื่อถามว่า จะเชื่อมโยงกับเอ็ม 79 ที่หายไปจาคลังที่จังหวัดพัทลุงหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า จะเล็ดรอดมาอย่างไรก็มีไม่มาก อย่างไรก็ตาม ระเบิดเอ็ม 79 ที่มีอยู่ในกองทัพมีจำนวนมาก ซึ่งการนำมาใช้รบในเมืองหรือการก่อการร้ายในเมืองจะได้ผลมาก เพราะเป็นอาวุธเล็ก ยิงไม่ต้องเห็นตัว เสียงเบา ไม่ต้องเล็งตรง แต่เล็งวิถีโค้งได้ ระยะ 400 เมตรถือว่าไกลสุด ถ้าจะยิงให้ไกลสุดต้องตั้งปืน 45 องศา ทั้งนี้ อาวุธดังกล่าวไม่มีความแม่นยำ แต่เป็นการยิงเพื่อรบกวน บ่อนทำลาย

 พล.อ.สนธิ ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยมองว่า ยังอยู่ในกรอบของประชาธิปไตยเนื่องจากไม่ได้ใช้ความรุนแรง ขณะเดียวกันรัฐบาลที่บริหารประเทศอยู่ในขณะนี้ก็มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายและระบอบประชาธิปไตยที่กำหนดให้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น ขณะนี้จึงยังถือว่าทั้งฝ่ายบริหารและกลุ่มเสื้อแดงยังดำเนินอยู่ในกรอบของประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ต้องฟังเสียงข้างน้อย   แต่การที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออกนั้น ก็ต้องดูว่ามีเงื่อนไขสมควรแล้วหรือไม่ เพราะอยู่ดี ๆ แล้วจะให้รัฐบาลยุบสภาก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

 เมื่อถามย้ำว่า สถานการณ์ขณะนี้ถือว่าเลยขั้นตอนการเจรจาแล้วหรือไม่ พล.อ.สนธิ กล่าวว่า การเจรจาเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แม้ว่าเกิดวิกฤตหรือการนองเลือดแล้วก็ตาม ก็สามารถเจรจากันได้   หากทุกฝ่ายยอมลดเงื่อนไขแล้วมาพูดคุยกัน

พท.ปูดเสื้อน้ำเงินเตรียมแผนป่วน

 นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส. ลพบุรี พรรคเพื่อไทย  ให้สัมภาษณ์กรณีเกิดเหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าไปภายในร. 1 พัน 1 ถ.วิภาวดี ว่า ตนได้รับแจ้งจากทหาร สังกัดหน่วยรบพิเศษ ปืนใหญ่ 701 บางคน ว่า มีการยิงระเบิดทั้งหมด 7 ลูก แต่ระเบิดทำงานเพียง 4 ลูก ขณะที่อีก 3 ลูกไม่ทำงาน แต่ปิดข่าวว่ามีเพียง 4 ลูก ซึ่งสาเหตุหลัก เพื่อสร้างสถานการณ์ให้รัฐบาลใช้เป็นเงื่อนไขประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะถ้าไม่มีเหตุเกิดขึ้น รัฐบาลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ซึ่งจุดประสงค์ในการยิงนั้นเพื่อสร้างความเครียดแค้นให้ทหารที่ประจำการอยู่ภายในโกรธเคืองกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นขอให้จับตาในคืนวันที่ 15 มี.ค.นี้ ให้ดี เพราะเชื่อว่าจะมีการสร้างสถานการณ์ให้รุนแรงจนเหตุการณ์ลุกลามบานปลายเกิดขึ้นอีก

 นายสุชาติ กล่าวว่า เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมีการจัดฉากขึ้นมาอย่างแน่นอน และที่บอกว่าต้องจับตาให้ดีเพราะได้รับรายงานว่า มีการจับสัญญาณโทรศัพท์สั่งการกลุ่มฮาร์ดคอร์ ประมาณ 100 คน ที่มีข่าวว่าเดินทางมาจากอีสานใต้และเก็บตัวอยู่ที่โรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำ   ได้ที่บริเวณ สี่แยกบ้านแขก เมื่อช่วงค่ำวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา   ซึ่งกลุ่มดังกล่าวหลายคนทราบดีว่าส่วนใหญ่เป็นเสื้อสีน้ำเงิน ดังนั้นต้องช่วยกันจับตากลุ่มคนเหล่านี้ไว้ให้ดี

 นายสุชาติ กล่าวว่า ขอฝากถามไปถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่าการที่ฝ่ายการเมืองใช้ทหารมาเป็นเกราะกำบัง หวังให้ทหารปะทะกับประชาชนที่มาชุมนุมนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร งานนี้ต้องดูกันว่าระหว่างหน่วยงานมั่นคงของทหาร กับการข่าวของตนนั้นใครจะรู้ดีกว่ากัน เพราะขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะสั่งการให้ทหารทำอะไร ก็จะรู้ถึงพวกตนเช่นกัน อย่าลืมว่าขณะนี้ก็มีทหารเสื้อแดงอยู่จำนวนไม่น้อย

เพื่อไทยร้อนตัวปัดเอี่ยวยิงเอ็ม79

 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีที่มีการยิงเอ็ม79 จำนวน 4 ลูกเข้าไปภายในกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ถนนวิภาวดีส่งผลให้มีทหารได้รับบาดเจ็บ 2 รายว่าพรรครู้สึก เป็นห่วงกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าจะมาพาดพิงว่าเป็นพรรคเพื่อไทย ขอยืนยันว่าเราไม่เกี่ยวข้องเพราะพรรคมีจุดยืนเรื่องของความสงบเรียบร้อยมาแต่ต้น เนื่องจากพรรคไม่เห็นด้วยกับการนำกฎหมายใดๆมาริดรอนสิทธิของประชาชน และไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง ถ้ารัฐบาลจะประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะจะยิ่งเป็นการบังคับไม่ให้มีการชุมนุมซึ่งการชุมนุมเกิดขึ้นอยู่แล้วซึ่งมีคนเกือบล้านคนเข้าร่วมชุมนุม โดยไม่มีทีท่าจะกลับ

 ดังนั้นหากมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเท่ากับจะมีการจับประชาชนเป็นเรือนล้านแล้วจะเอาไปเก็บที่ไหน จึงขอประณามคนที่ยิงระเบิดว่าเป็นคนที่โหดเหี้ยม เห็นแก่ได้ เป็นกลุ่มคนที่จงใจสร้างสถานการณ์ เพื่อให้รัฐบาลมีความชอบธรรมในการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินซัด”มือที่สาม”สร้างสถานการณ์-เลวบัดซบ  

 รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า ในส่วนของคนเสื้อแดงนั้น ทางพรรคได้สอบถามไปแล้ว ได้รับการยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้เพราะระหว่างเกิดเหตุกำลังมีการชุมนุมอยู่ที่กรมทหารราบที่ 11 อยู่ห่างไกลที่เกิดเหตุและคิดว่าเป็นเรื่องของมือที่สาม จึงขอให้รัฐบาล อย่านำเรื่องนี้มาเพื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากนี้ ยังขอประณามคนที่กระทำ เป็นคนที่เลวระยำ อย่างบัดซบที่ใช้ภาวะการณ์อย่างนี้มาหาประโยชน์ หาโอกาสให้ตนเอง ขอให้คิดดูให้ดี เมื่อสักครู่มีคนไทยหนึ่งล้าน อาจเป็นเด็ก ผู้หญิงคนแก่ ผู้ชาย เขายอมเสียสละเลือดของเขา เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองเพื่อให้ได้มาเพื่อประชาธิปไตยแต่มีคนอีกกลุ่มหนึ่งกลับทำตัวหน้าตัวเมียมาเป็นอีแอบ และทำร้ายประชาชนไม่เลือกหน้า คนอย่างนี้ควรไปตายได้แล้ว

 อย่างไรก็ตาม ขอแสดงความเสียใจกับนายทหารสองนายที่ได้รับบาดเจ็บติงจับโรงงานผลิตอาวุธมีพิรุธ นายปลอดประสพ กล่าวตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องดังกล่าวมีอะไรเชื่อมโยงอย่างผิดปกติไม่ว่าเรื่องมีอาวุธหายที่ จ.พัทลุง แล้วจู่ๆ จับโรงงานผลิต ปืนเอ็ม79ได้อีกซึ่งโรงงานผลิตอาวุธนั้นพรรคได้รับทราบเป็นการภายในว่า เป็นอาวุธที่รัฐบาลมหาอำนาจ ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลไทยตั้งแต่สมัยนายกฯที่เป็นคนดีเพื่อเอาไปใช้ให้กับกลุ่มคนในประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะนี้ประเทศมหาอำนาจกำลังโกรธมาก ไม่เข้าใจระบบข่าวกรองของไทยว่า ไม่รู้กันหรืออย่างไรออกโรงบี้ ตร.เร่งสอบสวนต่อ

 “เรื่องนี้ทำให้พรรคเพื่อไทย คิดว่าด้วยความจำเป็นของใครสักคนหนึ่ง กลุ่มหนึ่งที่ต้องการให้มีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความเชื่อมโยง ตั้งแต่ปืนหายที่พัทลุงจนกระทั่งโรงงานผลิตอาวุธ และมาถึงการยิงระเบิดเอ็ม79 จึงยอมเสียสัจจะในการไปตกลงกับมหาอำนาจลับๆ และไม่อยากให้เรื่องโรงงานผลิตอาวูธนั้น ตำรวจสรุปออกมาให้ได้ว่าใครสั่ง สั่งปีไหน ปิดไปแล้วเท่าไร ใครเป็นจ่ายเงิน เป็นไปไม่ได้ เพราะจับได้คาหนังคาเขา แล้วจะหาข้อมูลไม่ได้ หวังว่าคงไม่เลื่อนลอยหายไปเหมือนกรณียึดอาวุธที่มาจากเกาหลีเหนือ ซึ่งเรื่องทั้งหมดท่านทำเองท่านทั้งหลายที่อยากดัง แล้วป้ายซ้ายป้ายขวาพอเจอตอเข้าก็เงียบกริบ”นายปลอดประสพ

ย้ำพท.สับสน”ปู่ชัย”นัดถกสองสภา

 นอกจากนี้ นายปลอดประสพ ยังกล่าวถึงที่นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาเรียกประชุมร่วมกันสองสภาในวันที่16 มี.ค.นี้ว่า พรรครู้สึกสับสนว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น เพราะนายชัยก็เป็นพรรครัฐบาลนัดประชุม ก็ไม่ได้หารือใคร ดังนั้น พรรคเราเรื่องนี้จะต้องมีกลเกมที่มีความผิดปกติอย่างยิ่งอย่างไรก็ดีในฐานะพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็จะทำหน้าที่ในรัฐสภาตามครรลองรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่จับตาเพิ่มกำลังทหาร-ข้องใจรัฐรู้เกิดเหตุ

 ขณะที่ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มีคนพยามสร้างสถานการณ์เพื่อประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ รัฐได้เตรียมกำลังทหารและตำรวจถึง5หมื่นแต่ก็ยังมีการเคลื่อนกำลัง ขอตั้งเกตุว่ารัฐบาลรู้ได้อย่างไรว่าจะเกิดเหตุการณ์ จึงไม่ให้มีการประชุมในวันอังคาร พุธ พฤหัส ทั้งที่รัฐบาลเป็นคนเรียกประชุมเอง แต่จู่ๆก่อนมีเหตุการณ์เกิดขึ้นก็มีการประชุมและมีมติออกมาว่าจะไม่ประชุม ซึ่งรัฐบาลรู้อะไรหรือไม่ หรือรู้แล้วใช่หรือไม่ว่าจะทำอะไรต่อไป อย่างไรก็ตาม นายวรวัจน์ ยังกล่าวว่า เหตุคนที่ยิงระเบิดครั้งนี้ เป็นคนอำมหิตมาก ซึ่งขอประณามคนที่กระทำเรื่องนี้และถ้ามีหลักฐานว่าใครเป็นคนทำ เราต้องช่วยกันขับไล่คนเหล่านั้นออกไป