“กรณ์-ไตรรงค์”ถอดใจรวมบัญชีธปท. เล็งแก้ก.ม.ดึงเงินผลประโยชน์ใช้หนี้กองทุน

แนวคิดการรวมบัญชีรายรับรายจ่ายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้เหลือเพียงบัญชีเดียวถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง หลังจากมีความพยายามให้รวมบัญชีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศ โดยการแก้ไขพ.ร.บ.ธปท. และพ.ร.บ.เงินตรามาตั้งแต่ 10 ปีก่อนจนมาถึงช่วงหลังๆ นั้น มีการเสนอร่างกฎหมายเข้าครม.และสภาแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีกระแสต่อต้านของลูกศิษย์หลวงตามหาบัวและมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบ่อยครั้ง

 ล่าสุดนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ออกมาโยนระเบิดอีกครั้ง โดยระบุว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลังหารือกับธปท.ในการรวมบัญชีของธปท.ให้เหลือเพียงแค่บัญชีเดียว จุดประสงค์เพื่อต้องการรับรู้รายรับรายจ่ายว่ามีเงินอยู่เท่าไร เงินส่วนไหนสามารถที่จะนำไปใช้ได้ ส่วนไหนจะต้องเก็บเอาไว้ เพราะขณะนี้ธปท. มีบัญชีอยู่ 2-3 บัญชี ขณะที่ต่างประเทศเขามีบัญชีเดียวกันหมดแล้ว

 แต่มูลเหตุสำคัญในการรื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกคือ การแบกรับภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินมายาวนานนับสิบปีที่กระทรวงการคลังต้องตั้งงบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้านบาท เพื่อจ่ายคืนดอกเบี้ย ขณะที่เงินต้นนั้นแทบจะไม่ลดลงเลย หากปล่อยไว้กระทรวงการคลังก็ต้องรับภาระดอกเบี้ยต่อไปไม่สิ้นสุดและการล้างหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ก็คงต้องลากยาวออกไปจากระยะเวลาที่กำหนดไว้ 19 ปี และ 30 ปี หากธปท.ยังไม่ยื่นมือเข้ามารับภาระ

 หลังจากรับภาระมานานนับสิบปี ขณะนี้กระทรวงการคลังเริ่มตระหนักถึงข้อจำกัดด้านงบประมาณที่แต่ละปีงบประจำโตขึ้นเรื่อยๆ จนไปเบียดงบลงทุน ขณะที่รายได้ไม่ได้โตตาม อีกทั้งงบเพื่อการชำระหนี้คืนนั้นตามกฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 15% ของวงเงินขณะนี้ก็แทบจะเต็มเพดานอยู่แล้ว ในแต่ละปีจะมีงบชำระหนี้ประมาณแสนกว่าล้านบาทและครึ่งหนึ่งเป็นการชำระดอกเบี้ยของกองทุนฟื้นฟูฯ ที่สำคัญในปี 2555 จะครบกำหนดชำระคืนเงินต้นของพันธบัตรที่คลังออกไป 2 แสนล้านบาททีเดียวจึงเป็นหนี้ก้อนโตที่กระทรวงการคลังต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข ทั้งๆ ที่เข้าใจดีอยู่แล้วว่าการผลักดันเรื่องการรวมบัญชีทำได้ยาก

 ยอมถอยแก้กฎหมายรวมบัญชี

 จากกระแสต้านที่เริ่มปรากฏอีกครั้งของลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ทำให้ล่าสุดนายไตรรงค์ ต้องออกมาชี้แจงว่าได้รับรายงานแนวทางแก้ปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ จากกระทรวงการคลัง และธปท.แล้ว โดยเบื้องต้นมี 3 แนวทาง เพื่อมีเงินพอมาชำระหนี้ และจะไม่เป็นภาระงบประมาณปีละ 6-7 หมื่นล้านบาทเหมือนที่ผ่านมา โดยไม่จำเป็นต้องรวมบัญชีเงินทุนสำรองให้เป็นบัญชีเดียว จึงน่าจะเป็นการลดกระแสต่อต้านลงไปได้

 "รายละเอียดของ 3 แนวทางที่คลัง และธปท. พิจารณามา และเสนอผม ชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องรวมบัญชีเพื่อหาทางใช้ส่วนนั้น แต่จะเป็นแนวทางที่ดี และไม่ทำให้เกิดปัญหาให้รัฐบาลยุ่งยากในอนาคต" นายไตรรงค์ กล่าว

 ทั้งนี้ กระทรวงการคลังออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินและจัดการเงินกู้เพื่อช่วยเหลือกองทุนฟื้นฟูฯ เพื่อนำไปแก้ไขปัญหาสถาบันการเงินเมื่อปี 2540 วงเงินรวม 1.4 ล้านล้านบาท นับตั้งแต่ปี 2542-2552 ธปท.ได้ชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ ไปแล้วทั้งสิ้น 1.48 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นการออก พ.ร.ก.ดึงเงินจากทุนสำรองมาใช้ 2 แสนล้านบาทในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณแต่ละปีมาชำระดอกเบี้ยแล้วทั้งสิ้น 5.52 แสนล้านบาท ส่งผลให้ปัจจุบันหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ เหลือทั้งสิ้น 1.15 ล้านล้านบาท

 ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ยืนยันก่อนหน้านี้ว่าถึงเวลาเหมาะสมที่จะมาทบทวนเรื่องการแก้ปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูฯ เพราะถือว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 ปัจจุบันมีหนี้คงค้าง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่คารังคาซังมานาน และเป็นภาระต่องบประมาณ ขณะที่ธปท.จะมีทุนสำรองทางการระหว่างประเทศเพิ่มสูงมาก จึงน่าจะมีกลไกที่จะใช้เงินทุนสำรองทางการระหว่างประเทศให้คุ้มค่าได้หรือไม่

 พร้อมทั้งระบุว่าในเบื้องต้นอาจหาแนวทางที่ไม่ต้องกระโดดข้ามไปถึงการรวมบัญชีก็ได้ แต่เป็นวิธีการช่วยลดภาระของรัฐบาลได้บางส่วน เช่น แนวทางที่กระทรวงการคลังออกพันธบัตรในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ (zero coupon) เพราะธปท.มีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศอยู่จำนวนมาก เป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำเงินสำรองบางส่วนมาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาล โดยวิธีการนี้ไม่ต้องแก้กฎหมาย ซึ่งหลายๆ แนวทางเคยมีการศึกษามาก่อนโดยรมว.คลังทุกยุคทุกสมัย

 “ถือเป็นภาระที่หนักและสร้างความหนักใจกับรัฐมนตรีคลังทุกคนที่เข้ามาบริหาร ก็พยายามตีโจทย์ให้แตกว่า จะมีวิธีใดที่จะลดภาระงบประมาณและลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศ สิ่งที่ปรากฏในขณะนี้ คือ ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้นมากจากการค้าขายสินค้าและบริการให้ต่างชาติ ทำให้ปัจจุบันประเทศมีทุนสำรองสูงถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินที่สูงมากตั้งแต่มีการตั้งทุนสำรอง ซึ่งผู้เชี่ยวชาญโดยทั่วไปก็มองว่า เป็นระดับที่สูงเกินความจำเป็น ฉะนั้น จึงมองว่า ถึงเวลาที่จะโอนหนี้กลับไปให้ ธปท.ดูแล” นายกรณ์ ระบุ

 สอดคล้องกับที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ให้ความเห็นว่าทุนสำรองของไทยที่มีมากถึง 1.4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐนั้น สูงกว่าหนี้ระยะสั้นถึง 5 เท่า ขณะที่ตามปกติที่สอดคล้องกับฐานะของประเทศควรอยู่ที่ 1 เท่า ก็เพียงพอ อีกทั้งที่ผ่านมาได้เคยใช้วิธีออก พ.ร.ก.ดึงเงินจากกองทุนสำรองมาใช้ในช่วงต้นศตวรรษปี 2400 เพื่อนำเงินไปชดเชยค่าปฏิกรสงคราม และอีกครั้งหนึ่งเป็นช่วงที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ดำรงตำแหน่งรองนายกฯ และรมว.คลัง ได้ออก พ.ร.ก.ดึงเงินออกมาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

 3 แนวทางใช้หนี้กองทุนที่เป็นไปได้

 นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ( สบน.) ยอมรับว่าการรวมบัญชีทำได้ยาก เพราะก่อนหน้านี้มีการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภาไปแล้วสมัยของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ก็ต้องถอนออกมา ส่วนในครั้งนี้หากการรวมบัญชีทำได้ยาก ก็สามารถดำเนินการได้โดยการดึงเงินสำรองบางส่วนมาช่วยซื้อพันธบัตรรัฐบาลในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำตลาดหรือในอัตราดอกเบี้ย 0% ซึ่งการที่คิดดอกเบี้ยในอัตรานี้ก็เท่ากับว่า ช่วยลดภาระหนี้ดังกล่าวได้

 “แนวทางนี้สามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ เพราะตามกฎหมายระบุให้ธปท.ลงทุนในพันธบัตรได้ 40% อยู่แล้ว ถ้าหากออกได้ประมาณ 20% ของหนี้ที่เหลือ 1.3 ล้านล้านบาท ก็ถือว่าไม่เยอะไปสำหรับ ธปท.และช่วยลดภาระของทั้งสองฝ่ายได้ถือว่าวิน-วินทั้งคู่”

 ส่วนอีก 2 แนวทาง คงต้องแก้ไขกฎหมายให้สามารถดึงเงินมาใช้ได้ ทั้งการแก้กฎหมายนำเงินในบัญชีผลประโยชน์ประจำปีมาใช้หนี้กองทุนฟี้นฟูฯ และอีกแนวทางคือ การออกกฎหมายพิเศษดึงเงินจากบัญชีสำรองพิเศษมาใช้ เพราะทั้ง 2 บัญชีนี้มีเงินกำไรส่วนเกินเหลืออยู่แล้วแต่ไม่สามารถดึงออกมาใช้ได้

 อย่างไรก็ตาม การแก้กฎหมายและออกกฎหมายพิเศษก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอนและเสนอเข้าสภาฯ จึงไม่สามารถทำได้เร็ว เพราะขึ้นอยู่กับนโยบายและการผลักดันของรัฐบาลด้วย ซึ่งอาจจะเอากฎหมายที่เคยถอนออกไปปัดฝุ่นใหม่อีกครั้งก็ได้ แต่มองว่าภายใน 1-2 ปีนี้อาจยังไม่ได้เห็นความชัดเจน โดยในปีงบ 2554 กระทรวงการคลังก็มีการตั้งงบชำระคืนดอกเบี้ยไว้แล้ว ประมาณ 6-7 หมื่นล้านบาท

 จากบทสรุปดังกล่าว ทำให้มองว่าท่ามกลางกระแสการเมืองที่ยังคงเชี่ยวกรากและรัฐบาลยังมีภาระหน้าที่ต้องแก้ปัญหาความขัดแย้งทางสังคม ปัญหาอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วนอย่างปัญหาหนี้สินของกองทุนฟื้นฟูจึงอาจจะถูกพับไปก่อนเหมือนที่ผ่านๆ มา