(11มี.ค.) การประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ทั้งนี้มีการพิจารณากระทู้ถามสดของนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ ถามนายกรัฐมนตรี เรื่อง ผลกระทบต่อประชาชนในกรุงเทพมหานคร จากการชุมนุมใหญ่ ระหว่างวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ ว่า ส.ส.กทม. ของพรรคประชาธิปัตย์ 30 คน มีความเป็นห่วง เพราะผู้ที่จะได้รับผลกระทบ คือ คนในกรุงเทพ เนื่องจากเกรงว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะมีแกนนำเสื้อแดง บอกว่าให้เตรียมขวดน้ำมันมาด้วย หากผู้ชุมนุมโดนทำร้าย กรุงเทพฯจะเป็นทะเลเพลิงและยังประกาศว่าตรงนี้เป็นสงครามครั้งสุดท้าย ไม่ชนะไม่แตกหัก ไม่กลับบ้าน รวมถึงมีการพูดว่ามีคนๆหนึ่งพร้อมพลีชีพ และขณะนี้ก็มีข่าวการก่อวินาศกรรม เป็นระยะๆรวมถึงที่โรงพยาบาลศิริราช การที่รัฐบาลประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ล่วงหน้าเพราะสาเหตุใด และนายกรัฐมนตรีมั่นใจและกล้ายืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่เกิดสงครามกลางเมือง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า จุดยืนรัฐบาลที่เกี่ยวกับการชุมนุมชัดเจน คือ การเคารพสิทธิ์ประชาชนที่เคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและรัฐธรรมนูญ คือ สงบ และปราศจากอาวุธ ไม่กระทบต่อประชาชน เรื่องนี้ได้มีคำวินิจฉัยศาลปกครองกลาง เมื่อวันที่ 9 ต.ค.51 วางแนวทางชัดเจนเกี่ยวกับผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ไว้ชัดเจน คือ สามารถชุมนุมได้ แต่ถ้ามาสร้างความหวาดกลัว ปิดล้อมสถานที่ ขัดขวางเจ้าหน้าที่ และส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชนนั้น การชุมนุมจะไม่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ อีกทั้งขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่สามารถทำอะไรตามอำเภอใจได้ เราทำตามหลักสากล และตามสิทธิมนุษยชน ด้วยการประกาศใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ตรงนี้ไม่เหมือนกับการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพราะการประกาศ พ.ร.บ.นั้น มุ่งป้องปรามเหตุไม่ใช่การปราบปราม ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการประกาศใช้ใน กทม. ชะอำ ภูเก็ต หัวหิน ก็ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ข่าวสารในขณะนี้มีมากมาจากทุกฝ่ายรวมถึงทำร้ายกันเองเพื่อสร้างเงื่อนไข ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องมีมาตรการไม่ให้เป็นเหยื่อการชุมนุม นอกจากนี้รัฐบาลจะมีการเปิดเผยข้อมูล ให้สื่อได้ติดตามอย่างโปร่งใส ถ้าทุกคนอยู่ในกรอบกฎหมายก็สามารรถจะผ่านเหตุการณ์นั้นไปได้ เพราะถ้ามีความรุนแรงไม่มีใครได้รับชัยชนะ มีแต่ความเดือดร้อนของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
“ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่และผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ ไม่มีใครต้องการเห็นความรุนแรง หน้าที่รัฐบาล คือ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดเงื่อนไขทางการชุมนุม ซึ่งรัฐบาลให้ความมั่นใจที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อความยั่วยุ ด้วยการยึดหลักกฎหมาย หลักนิติธรรม ขันติธรรม เพื่อให้บ้านเมืองนี้ผ่านไปได้และขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการแจ้งข่าว แจ้งเบาะแส รวมถึงติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันขอให้ใช้ความอดทน อดกลั้นด้วย และขอให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่ารัฐบาลไม่ต้องการเห็นความวุ่นวายในบ้านเมือง ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายองอาจ ได้ถามต่อว่า ขณะนี้มีการวิเคราะห์จากสื่อทั้งในและต่างประเทศว่า หากการชุมนุมในครั้งนี้เกิดเหตุการณ์รุนแรง นายกรัฐมนตรีมี 3 ทางเลือก คือ ยุบสภา ลาออก หรือ เกิดปฎิวัติรัฐประหาร อยากทราบว่านายกรัฐมนตรีจะมีแนวทางใดในการแก้ปัญหานี้
นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงว่า ตนขอย้ำอีกครั้งว่า รัฐบาลจะดำเนินการทุกวิถีทางไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และเมื่อถามถึง 3 แนวทางเลือกนี้ ก็ไม่ทราบว่าผู้ถามนั้นถามภายใต้เงื่อนไขอะไร ซึ่งตนจะเลือกแนวทางที่ยึดเอาประโยชน์ส่วนรวมให้บ้านเมืองไปข้างหน้า และตนไม่เคยปิดทางยุบสภาหรือลาออก แต่ต้องมั่นใจว่าตรงนี้เป็นทางออกทำให้บ้านเมืองสงบสุข ไม่มีความขัดแย้ง หรือกระทบต่อระบบ ส่วนการปฏิวัติรัฐประหารนั้นเรามีหน้าที่ไม่ให้เกิดขึ้น เพราะการปฏิวัติมีแต่บาดแผลความเสียหายเพิ่มเติม ทำให้บ้านเมืองถอยหลังในสายตาชาวโลกและทำให้ประเทศไทยไปสู่ความรุนแรงแบบไม่จบสิ้น
“ผมไม่ได้ยึดติดว่าจะอยู่ในอำนาจได้นานแค่ไหน ซึ่งการยุบสภา ลาออกแล้วทำให้ทุกๆอย่างดีกว่านี้ ผมก็ไม่มีปัญหา แต่การปฎิวัติรัฐประหาร นั้นผมรับไม่ได้”นายกรัฐมนตรี กล่าว
ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสื่อ ชี้แจงเพิ่มเติมว่า รัฐบาลได้ตั้งศูนย์อำนวยการด้านสื่อ ที่กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงตลอด 24 ชม. โดยมีมาตรการในการปฎิบัติงานด้านการข่าวอย่างต่อเนื่อง โดยติดตามมวลชนและผู้ชุมนุมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตลอดจนติดตามข่าวสารในประเทศจาก ทหาร ตำรวจ พลเรือน และข่าวกรองระหว่างประเทศ นอกจากนี้จะมีการประชาสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจในข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ตลอดจนป้องกันไม่ให้เกิดการปลุกระดมมวลชนเข้ามาชุมนุม อย่างไรก็ตามทางศูนย์ฯยังมีการตั้งกองกำลังผสม ทหาร ตำรวจ พลเรือน ขึ้นมา เพื่อเข้าไปดูแลและติดตามภารกิจในพื้นที่รับผิดชอบ เช่น การตรวจอาวุธ การตั้งจุดตรวจ รวมถึงการตั้งขุดตรวจในพื้นที่สำคัญทั้งทางเศรษฐกิจ พื้นที่สัญลักษณ์สำคัญๆ อาทิ ธนาคาร สถานที่ทำงาน และแหล่งสาธารณูปโภค ต่างๆ เป็นต้น