เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 11 มี.ค.53 ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงกรณี ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนบางกลุ่ม เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา ทั้งการเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดง เช่น นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่ได้ประกาศเรียกร้องกดดันให้รัฐบาลยุบสภา ภายในวันที่ 14 มี.ค.นี้ เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน และให้มีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการเรียกร้องของ นางประทีป อึ้งทรงธรรม อดีต สว. กรุงเทพฯ จากเวทีเสวนา เรื่อง "ทางออกประเทศไทย” ของกลุ่ม อดีต สว. ที่โรงแรมเรดิสัน เมื่อวานนี้(10 มี.ค.53) นั้นว่า การยุบสภายังไม่ใช่ทางออกของประเทศไทย ในเวลานี้
เนื่องจากหากมีการยุบสภาขึ้นมาจริงๆ โดยที่ยังไม่ได้มีการพูดคุย หรือทำข้อตกลง ทำกติกากันเสียใหม่ ปัญหาก็จะยังไม่จบ เมื่อมีการเลือกตั้ง ต่างฝ่าย ต่างก็ยังไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน หรือหาก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเข้าไปหาเสียงในพื้นที่ของอีกฝ่ายหนึ่ง จะทำกันอย่างไร ก็อาจทำไม่ได้ ทางที่ดีที่สุดในขณะนี้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้ง และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องหันหน้าเข้ามาพูดคุยกันก่อน เพื่อหาทางออก จึงจะสามารถยุบสภาได้ เพื่อให้การเลือกตั้งในครั้งใหม่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ส่วนการเคลื่อนไหวมาชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 14 มี.ค.นี้นั้น ต้องระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้น โดยอยากเรียกร้องให้กลุ่มพลังสังคม หรือประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว ร่วมกันแสดงออกถึงความไม่ต้องการความรุนแรง ด้วยทำสัญลักษณ์ ติดธงชาติไว้ที่หน้าบ้าน รวมทั้งการสวมใส่เสื้อสีขาว หรือการส่งเอสเอ็มเอส ขึ้นหน้าจอโทรทัศน์ หรือทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อสื่อออกมาให้เห็นว่าสังคมส่วนใหญ่นั้น ไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเมือง
หากสังคมยังนิ่งเฉย ก็อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ จนอาจลุกลามกลายเป็นการนองเลือด และจะทำให้ประเทศชาติ ยิ่งถอยหลังกลับไปอีกหลายปี ซึ่งในบางประเทศปัญหาการเมืองลุกลามไปจนถึงขั้นสิ้นชาติเลยก็มี
ซึ่งหากสามารถเจรจา หรือหาข้อยุติ ตกลงกันได้จนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายแล้ว เชื่อว่าการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย จะมีความก้าวหน้า พัฒนาไปได้อย่างก้าวกระโดด เนื่องจากประเทศของเรา เคยผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนาน มีบทเรียนเป็นทุนเดิมมาหลายครั้ง ขณะนี้จึงอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้ามาคุยกัน มากกว่าการที่จะออกมาเคลื่อนไหวด้วยวิธีอื่น ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมกันแก้ปัญหาให้จบลงได้อย่างมีสติ จนสามารถตกลงกันได้แล้ว เชื่อว่าปัญหาการเมืองไทยจะจบลงได้หลังจากการเลือกตั้งครั้งใหม่
ขณะนี้จึงอยากเรียกร้องว่า อย่าคิดเอาแต่ในส่วนของตัวเอง ไม่พอใจอะไรก็ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้อง ให้เอาส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง วางในส่วนของตัวเองลง เพื่อหาทางออกว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไรมากกว่า โดยในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจจะมีข้อตกลงกันว่า ให้ทุกฝ่ายเข้าไปหาเสียงในเขตพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเสรี แล้วใครชนะแล้วก็ขอให้จบ ปล่อยให้ผู้ได้เสียงข้างมากบริหารประเทศต่อไป ผศ.ดร.ปริญญา กล่าว
ตำรวจเมืองแพร่และน่านใช้กำลังพล3กองร้อยวบคุมม็อบเหนือ
เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 11 มีนาคม พล.ต.ต.ฉลองชัย บุรีรัตน์ ผบก.ภ.จว.แพร่ ได้เรียกประชุมหัวหน้า สภ.17 แห่งในพื้นที่ จ.แพร่ ตำรวจทางหลวง ขนส่งจังหวัดแพร่ แรงงานจังหวัดแพร่ สาธารณสุขจังหวัดแพร่ เจ้าหน้าที่ทหาร ม.พัน 12 ที่ ห้อง ผบก.ภ.จว.แพร่
พล.ต.ต.ฉลองชัย กล่าวว่า วันนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ เพียงแต่มาพูดคุยกับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเตรียมรับการเดินทางของกลุ่มเสื้อแดงภาคเหนือ ที่จะเดินทางไปกรุงเทพฯในวันที่ 12 มี.ค.ซึ่งต้องผ่านจุดตรวจห้วยไร่ ที่บ้านห้วยปากทอด หมู่ 2 ต.ห้วยไร่ อ.เด่นชัย จ.แพร่ ตรงจุดนี้เป็นประตูล้านนา กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางมาชุมนุมกันที่นี่ก่อนที่เดินทางเข้ากทม. โดยจัดเวทีใช้เครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ เพื่อประกาศให้ผู้เดินทาง ได้รับทราบไปว่า อย่าไปร่วมชุมชุมเลยที่กรุงเทพฯ เพราะมีความลำบากมาก ให้ชุมนุมกันอยู่ที่ภูมิลำเนาของตนเองจะดีกว่า หากจะประสงค์จะไป เราก็ไม่ห้าม เพียงแต่ว่า อาจจะต้องมีการตรวจตามขั้นตอนทั้งในเรื่องของแรงงานต่างด้าว เรื่องของกฎหมายขนส่ง การตรวจวัดแอลกอฮอล์ แต่ที่เน้นคือเรื่องของอาวุธและยาเสพติด ซึ่งคงต้องใช้เวลามากอยู่เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 12 มี.ค.กลุ่มเสื้อแดงนัดมาชุมนุมกันเวลาเที่ยงวัน ทาง ภ.จว.แพร่ ได้จัดกองร้อยควบคุมฝูงชน โดยเป็นการประสานกำลังระหว่าง ภ.จว.แพร่ และ ภ.จว.น่าน ให้พกโล่กับกระบองเท่านั้น และส่วนใหญ่ให้กองร้อยควบคุมฝูงชนจะให้ทำหน้าที่ในการบริการกับประชาชนมากกว่า
พล.ต.ต.ฉลองชัย กล่าวอีกว่า เราได้มีการพูดคุยกับแกนนำเสื้อแดง ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ไม่มีเหตุที่จะใช้ความรุนแรงเนื่องจากรู้จักกันเป็นอย่างดี และนโยบายรัฐบาลกำชับให้ใช้ความละมุนละหม่อม ทางตำรวจจึงไม่หนักใจแต่อย่างใด