ก็ไม่น่าที่จะมีอะไรรุนแรงเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่อีกใจก็แย้งว่าระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องความก้าวร้าวที่เพิ่มขึ้น และความอะลุ้มอล่วยที่ลดลง ในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ คนไทยถูกทำให้ต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เลือกสีเลือกข้าง โดยไม่คำนึงถึงความผิดชอบชั่วดี และช่องว่างระหว่างคนไทยกลุ่มต่างๆ ดังกล่าวก็แตกแยกแหวกห่างออกจากกันไปทุกที กระทั่งแทบจะไกลกันจนสุดโต่งและต่อไม่ติด
ขณะที่ใจหนึ่งคิดว่า ข่าวคราวที่น่าหวาดกลัวและชวนตื่นตระหนกที่หนาหูขึ้นเรื่อยๆ นั้น เป็นประเภทข่าวลือ-ข่าวลวง เพื่อเพิ่มมูลค่าของกลุ่มผู้ประท้วง ผสมการขาดการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายรัฐบาล ซึ่งกลายเป็นปัจจัยในการกระพือข่าวโคมลอยให้ลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ แต่อีกใจก็คิดถึงคำโบราณของไทยที่ว่า “ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้” อันแสดงว่าข่าวต่างๆ เหล่านั้น น่าจะต้องมีพื้นฐานของความเป็นจริงอยู่บ้าง ส่วนจะมากหรือน้อยย่อมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
หลายคนมีความเชื่อว่าการชุมนุมเคลื่อนไหวของกลุ่ม นปช.และคนเสื้อแดงในครั้งนี้จะเป็นภาคสุดท้ายของมหากาพย์แห่งความขัดแย้ง หรือภาษานักพนันก็ว่า “ได้-เสีย” กันไปข้างหนึ่ง ขณะที่หลายคนก็ยังเชื่อว่าเป็นแค่การสวนสนามหรือแสดงพลังมากกว่าจะหวังผลไปถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆ เพราะถ้าลุกลามไปถึงขั้นปะทะกันจริงๆ ก็เป็นไปได้ยากที่มวลชนซึ่งมีเพียงปริมาณจะสามารถเอาชนะกำลังของฝ่ายรัฐบาลซึ่งมีทั้งกำลังพล เครื่องไม้เครื่องมือ และตั้งรับในพื้นที่ซึ่งเป็นต่อ ได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายรัฐบาลในการที่จะปราบปรามผู้ก่อการไม่สงบอย่างถอนรากถอนโคน
อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีทั้งส่วนที่เรามองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กับส่วนที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาปกติ เหมือนภูเขาน้ำแข็งที่แม้จะขนาดใหญ่โตมโหฬารและสร้างความน่าสะพรึงกลัวแก่นักเดินเรือสักปานใด แต่จริงๆ แล้ว ส่วนที่ลอยพ้นน้ำเป็นเพียงส่วนน้อยนิด ขณะที่ส่วนซึ่งจมอยู่ใต้ผิวน้ำนั้นมีมากกว่าหลายเท่านัก ดังนั้น ความขัดแย้งทางการเมืองและแนวคิดที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ก็ดี พละกำลังของแต่ละฝ่ายก็ดี แม้กระทั่งตัวละครที่ออกมาแสดงบทบาทตามสื่อต่างๆ นั้น อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่เรามองเห็น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงอาจมีมากฝ่ายกว่านี้ ความขัดแย้งที่มากกว่านี้ พละกำลังที่มากกว่านี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวละครที่มากกว่านี้ ซึ่งเรายังมองไม่เห็น และส่วนที่มองไม่เห็นเหล่านั้น ย่อมน่ากลัวกว่าส่วนที่เรามองเห็นอย่างแน่นอน
แม้หลายคนจะคิดว่าปัญหาของเมืองไทยได้เดินมาถึงทางตัน ที่ไม่มีทางจะขยับเขยื้อนอะไรได้มากไปกว่านี้ และรอเวลาที่นายกรัฐมนตรีจะลาออก มีการล้มกระดานเพื่อเลือกตั้งใหม่ หรือให้ใครสักคนลงมือทำปฏิวัติรัฐประหาร แต่ก็จะมีคำถามที่ย้อนกลับมาว่า ทางออกดังกล่าวจะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงประเด็นหรือเปล่า จะเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเพียงไร และจริงๆ แล้ว เรายังมีทางออกทางอื่นอีกหรือไม่ ?
อย่างไรก็ตาม ในช่วงวิกฤติการณ์ทางการเมืองในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้ ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยให้สถานการณ์ไม่เลวร้ายลงไปมากกว่านี้ก็คือ “ตรีติ” ซึ่งเป็นคาถาสำคัญที่คนไทยในเวลานี้สมควรที่จะท่องให้ขึ้นใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
คาถา “ตรีติ” มีดังนี้ครับ... “สันติ สติ และขันติ” ขอให้ทุกคนและทุกฝ่ายท่องไว้ทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน แล้วทั้งท่านและบ้านเมืองจะปลอดภัยครับ