เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนแต่เป็นแรงกดดันให้กลุ่มพลังเงียบและผู้ใฝ่สันติหลายกลุ่มต้องตัดสินใจเคลื่อนไหวเรียกร้องให้การชุมนุมเป็นไปโดยสันติ รวมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดงช่วยกันหาหนทางยุติความรุนแรงที่อาจบานปลายจนไม่สามารถหยุดยั้งได้
การเคลื่อนไหวของพลังเงียบที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดนี้แบ่งเป็น 2 ระดับด้วยกัน ระดับแรกก็คือระดับชุมชน ซึ่งต่างเคยเห็นบทเรียนมาแล้วจากเหตุรุนแรงที่ชุมชนกิ่งเพชร เพชรบุรี และนางเลิ้ง ช่วงสงกรานต์เมื่อปีที่แล้ว จึงไม่ประมาทและรวมตัวกันพร้อมจะลุกขึ้นปกป้องชุมชนของตัวเองไม่ให้ถูกลากจูงเข้าสู่กระแสความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น อันเป็นสิทธิของชุมชนต่างๆ ที่พึงทำได้เพื่อป้องกันตัวเองภายในกรอบของกฎหมาย
อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าการป้องกันตัวเองนี้จะเป็นไปอย่างมีสติ อดทน อดกลั้น และยึดมั่นในความสงบสันติ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์โกรธหรือแค้นเคืองเข้ามาครอบงำจนกระทั่งขาดสติ ถึงขั้นอาจจะกระทำการเกินเลยจากขอบเขตที่มีอยู่ อันจะยิ่งกระพือความรุนแรงให้ขยายวงออกไปมากขึ้น
อีกระดับหนึ่งก็คือการเคลื่อนไหวของเครือข่ายประชาชนทุกองค์กร อาทิ เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี กลุ่มเยาวชนศึกษาสันติวิธี รวมไปถึงเครือข่ายออนไลน์หรือ โซเชียลเน็ตเวิร์ก ทั้งเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ ที่รวมตัวเรียกร้องสันติและยุติความรุนแรง โดยพยายามชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว อีกทั้งเป็นเรื่องของคนทุกรุ่นทุกกลุ่มที่ต้องร่วมกันยืนหยัดปกป้องความถูกต้องในสังคม และช่วยกันนำความสงบสุขกลับคืนมา
เราเชื่อว่าการตื่นตัวของกลุ่มพลังเงียบผู้รักสันตินี้จะเป็นตัวแปรที่ทรงพลังยิ่งใหญ่ ทำให้สถานการณ์แปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น อีกทั้งเป็นการยกระดับการเรียนรู้การต่อสู้ในทางสันติของภาคประชาชนอย่างเป็นระบบ ภายใต้การเร่งสร้างวาทกรรมการเมืองใหม่ว่า "แตกแยกทางความคิดได้ แต่ต้องไม่แตกแยกในความเป็นเพื่อนมนุษย์" แทนที่จะนิ่งดูดายภายใต้วาทกรรมผิดๆ ว่า "เป็นกลาง" ซึ่งความหมายแท้จริงก็คือการปัดความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติให้พ้นตัว เหมือนเช่นหลายครั้งที่ผ่านมา