ไม่ว่าใครฝ่ายไหนจะเป็นคนปล่อยข่าว มันได้สร้างกระแสแห่งความตื่นกลัวลุกลามขยายวงไปเรื่อยๆ
สิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้บ้านเมืองสงบสุข หรืออย่างน้อยเข้าใกล้คำว่าสงบสุขที่สุดอยู่ที่คนในชาติ
ตอนนี้กำลังตำรวจส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงานดูแลความปลอดภัยสถานที่สำคัญๆ และคอยตรวจตราควบคุมพื้นที่สุ่มเสี่ยง
ลำพังกำลังตำรวจเพียงไม่กี่หมื่นคนคงดูแลไม่ทั่วถึง หากปราศจากแนวร่วมภาคประชาชน
ที่ผ่านมางานมวลชนสัมพันธ์ในพื้นที่เมืองอย่างกรุงเทพฯ ดูเหมือนจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
ทั้งนี้ ก็เพราะลักษณะทางกายภาพและสังคมเมือง ทำให้ต่างคนต่างอยู่ สิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือเรื่องตัวเองถูกมองว่าธุระไม่ใช่
ต่างกับสังคมชนบท ที่ความสัมพันธ์ระหว่างคน ชุมชน หมู่บ้าน แยกกันไม่ออก
สิ่งไหนที่เกิดขึ้นแล้วไม่ว่าจะเกิดกับใครล้วนส่งผลไปถึงความรู้สึกของผู้คนในชุมชน
ด้วยเหตุนี้การแสวงหาความร่วมมือภาคประชาชนในกรุงเทพฯ จึงเป็นแบบหลวมๆ
แม้ระยะหลังๆ มานี้จะเห็น พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ออกมาสร้างแนวร่วมภาคประชาชนมากขึ้น ด้วยการอบรมวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ให้คอยสังเกตสังกาสิ่งผิดปกติ
นับเป็นสิ่งดี แม้จะเริ่มช้าไปบ้างก็ไม่ถือว่าสายเกินไป
ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองกำลังหน้าสิ่วหน้าขวาน มีผู้พยายามก่อความไม่สงบเช่นนี้ ทุกคนมีหน้าที่ร่วมกันในการรักษาชาติบ้านเมืองให้สุขสงบ
ใครเห็นอะไรผิดปกติ วัตถุต้องสงสัยไปอยู่ผิดที่ผิดทาง ชายปริศนามาด้อมๆ มองๆ ผิดสังเกต แจ้งตำรวจพื้นที่ตรวจสอบได้ทันที หรือจะแจ้ง 191 ก็ได้
อย่ารอให้เกิดเรื่องเสียก่อน หรือเกรงว่าจะสร้างงานให้ตำรวจมากเกินไป
การป้องกันมีประสิทธิผลมากกว่าการปราบปราม
จำไว้นะครับ เราห้ามคนไม่ให้ก่อเหตุร้ายไม่ได้ แต่เราสามารถกดดันพวกเขาได้
ด้วยการช่วยกันสอดส่องเป็นหูเป็นตาให้แก่เจ้าหน้าที่บ้านเมืองแค่นั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
mattayat@nationgroup.com