วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

การเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม 2553

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

ชวนผูกริบบิ้นขาว-ติดธงชาติยุติเหตุนองเลือด

คมชัดลึก :เครือข่ายหยุดทำร้ายปทท.ชวนคนไทยติดธงชาติ ต้านความรุนแรงหรือผูกริบบิ้นขาวรณรงค์ วอนทุกฝ่ายยึดสันติวิธี “ปริญญา”ชี้มีแนวโน้มรุนแรง ให้ช่วยกันระงับ นักสันติวิธีห่วงคนกรุงเริ่มผวาจี้รัฐฟื้นเชื่อมั่นอย่าโต้ตอบ

ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เวลา 12.00 น.วานนี้(10มี.ค.)ตัวแทนเครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศ-หยุดใช้ความรุนแรง อาทิ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผ.อ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมนักข่าวฯ นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แถลงข่าวเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมไทยช่วยกันระงับยับยั้งความรุนแรง

 พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ข้อเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอดทนต่อการยั่วยุ ซึ่งอาจทำให้เกิดความรุนแรง รัฐบาลต้องเคารพสิทธิเสรีภาพการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นการควบคุมการชุมนุมต้องใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็นไม่ติดอาวุธ โดยมีเฉพาะอุปกรณ์ป้องกันตัวขณะที่ผู้ชุมนุมก็ต้องอยู่ในขอบเขตการไม่ใช้ความรุนแรงและไม่มีอาวุธเช่นเดียวกัน รัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมควรจะต่อสายตรงเพื่อแก้ปัญหาป้องกันความรุนแรง ส่วนประชาชนกลุ่มต่างๆที่เป็นพลังเงียบซึ่งอาจมีจุดยืนต่างกับผู้ชุมนุมก็ควรอดทนไม่ใช่ความรุนแรงแก้ปัญหา

 “ เครือข่ายขอเชิญชวนให้ประชาชนร่วมรณรงค์ไม่เอาความรุนแรงด้วยการใช้สัญลักษณ์เช่นติดธงชาติที่หน้าบ้านหรือที่ทำงาน สวมเสื้อสีขาว หรือผูกริบบิ้นขาวหรือใช้ดอกไม้หรือสัญลักษณ์ใดๆที่สื่อถึงสันติภาพและการไม่ใช้ความรุนแรง รวมทั้งขอเชิญประชาชนร่วมกันส่งข้อความ “ไม่เอาความรุนแรง” ไปยังประชาชนกลุ่มต่างๆเพื่อช่วยกันสร้างพลังของสังคมไทยในการระงับยับยั้งความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นครั้งนี้”พล.อ.เอกชัย กล่าว

 นายปริญญา กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรง ดังนั้นเราจึงต้องมาช่วยกันประคับประคองให้บ้านเมืองเดินหน้าได้โดยไม่มีความรุนแรงเหมือนที่เราเคยได้ทำในหลายครั้งที่ผ่านมาอย่างน้อย 4 ครั้ง ซึ่งครั้งนี้ก็เชื่อว่าจะทำได้ ทั้งรัฐบาลและผู้ชุมนุมต่างต้องเคารพซึ่งกันและในที่สุดการพูดคุยจะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง ในวันพรุ่งนี้ (11 มี.ค.) ทางเครือข่ายจะการเดินรณรงค์ “หยุดทำร้ายประเทศ -หยุดใช้ความรุนแรง” ที่บริเวณห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง และจะรณรงค์อื่นๆอย่างต่อเนื่อง

 นายประสงค์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามีการปลุกระดมผ่านสื่อ ขณะนี้ต้องยอมรับว่าสื่อจำนวนหนึ่งถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะในอดีตตั้งแต่ 6 ตุลา 19 หรือ 14 ตุลา 16 ก็ใช้สื่อเป็นเครื่องมือมาตลอด แต่อยากเตือนในช่วงให้สื่อระมัดระวังการเสนอข่าว อาทิ ถ้อยคำที่ใช้พาดหัวหนังสือพิมพ์หรือนักจัดรายการเล่าข่าวทางวิทยุโทรทัศน์ ไม่ควรใช้ถ้อยคำหรือท่าทีดูถูกเหยียดหยาม ถากถาง กลุ่มที่ตัวเองไม่ชอบ เพราะเป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรง

 ขณะที่กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง ที่มีน.ส.สารี อ๋องสมหวัง เป็นผู้ประสานงาน ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่อง “ทำกรุงเทพให้เป็นบางรัก 14 มี.ค.วันแห่งความรักสันติ) โดยเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้ชุมนุมยึดมั่นในสันติวิธี ขอให้ชุมนุมในที่ตั้งไม่กระจายจนปิดกรุงเทพ เพราะจะเป็นการยั่วยุทำให้เกิดปัญหาฉุกเฉินเช่นการนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล รวมทั้งขอให้ผู้ชุมนุมหยุดให้ข่าวในเชิงสั่งการให้ใช้ความรุนแรงเช่นการเตรียมนำน้ำมันเข้ากรุงเทพ รวมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนเป็นหูเป็นตาช่วยระงับเหตุ พร้อมกันนี้ได้นัดหมายประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงรวมตัวกันรณรงค์ที่ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม แยกปทุมวัน กทม.ในวันพรุ่งนี้(11มี.ค.) เวลา 14.30 น

นักสันติวิธีห่วงคนกรุงเริ่มผวาจี้รัฐฟื้นเชื่อมั่นอย่าโต้ตอบ

นายฮัอหมัดสมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี และอดีตคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ(กอส.)กล่าวว่า สถานการณ์ในสังคมขณะนี้กำลังเดินเข้าสู่บรรยากาศของความตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีปัจจัยกระตุ้นจากสภาวะทางการเมือง สภาพสังคม และข่าวสารที่ปรากฎผ่านสื่อทุกแขนงที่นำเสนอประเด็นที่เสมือนหนึ่งว่าการนัดชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจะสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้ให้บ้านเมืองเกิดความวุ่นวาย โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมลฑล

          ขณะเดียวกันการให้ข้อมูลทั้งจากฝ่ายรัฐ ฝ่ายความมั่นคง และฝ่ายผู้นัดชุมนุมต่างเป็นแรงกระตุ้นให้คนในกรุงเทพมหานครเกิดมโนภาพความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะความกังวลว่าบ้านเมืองมีโอกาสเสี่ยงตกอยู่ในสถานการณ์ซ้ำรอยช่วงเดือนเมษายนปี52ที่ผ่านมาอีกครั้ง

          “ขณะนี้คนที่อยู่ในกรุงเทพฯซึ่งไม่สนับสนุนฝ่ายใดขณะนี้มีสภาพไม่ต่างไปจากการตกอยู่ท่ามกลางความตึงเครียด เกิดความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะเมื่อยิ่งใกล้วันชุมนุมใหญ่และมีกระแสข่าวในเชิงลบรุมเร้าให้รู้สึกวิตกกังวลมากเป็นลำดับ เห็นได้จากกระแสข่าวการเดินทางของคนเมืองหลวงที่ออกไปยังต่างจังหวัดเพื่อเลี่ยงเหตุการณ์หรือการซื้ออาหารแห้งมากักตุนยามที่มีสถานการณ์การชุมนุม”นายฮัอหมัดสมบูรณ์ กล่าว

           นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี กล่าวอีกว่า ยิ่งช่วงเวลานี้รัฐและกลุ่มผู้ชุมนุมเสมือนชิงความได้เปรียบผ่านพื้นที่ข่าวสาร หรือกำลังทำสงครามสื่อ ยิ่งทำให้อุณภูมิความรู้สึกของคนในสังคมกังวลใจมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะข้อมูลของแต่ละฝ่ายที่ปรากฎผ่านสื่อแทบทุกแขนงนอกจากมีความถี่มากขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มที่บ่งชี้ให้เห็นถึงท่าทีที่น่าเป็นห่วงและไม่ไว้วางใจต่อสถานการณ์ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดขึ้นเป็นอย่างยิ่ง

           “รัฐควรลดระดับความรู้สึกตื่นตัว หรือรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนในสังคมด้วยการตอบโต้ผ่านสื่อให้น้อยลง และขณะเดียวกันเน้นชี้แจงและสร้างความเชื่อมั่นในประเด็นที่สร้างความสบายใจแก่ประชาชนโดยเฉพาะคนที่อยู่ตรงกลางไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ซึ่งแนวทางเหล่านี้จะช่วยเลดอุณหภูมิความรู้สึกวิตกกังวลแล้วยังเสริมสร้างภาพลักษณ์ของฝ่ายบ้านเมืองได้อีกด้วย”นักวิชาการอิสระด้านสันติวิธี กล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้หรือ สมัครสมาชิก