วันพุธที่ 10 มีนาคม 2553
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก :สกอ.เตรียมทบทวนกรอบTQF ใหม่ ยอมรับไม่ได้ดูเรื่องรายละเอียดที่อาจสร้างภาระแก่คณาจารย์ ย้ำ กรองTQF เป็นกรอบมาตรฐานเดียวกัน เพื่อพัฒนาคุณภาพบัณฑิต สามารถยืดหยุ่น เกิดความเหมาะสมกับสาขา คณะนั้นๆได้ ด้านตัวแทนอาจารย์ จี้กกอ.ยกเลิกกรอบTQF แจงสร้างภาระแก่นักวิชาการคนรุ่นใหม่ ไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของสาขาวิชา พร้อมฝากก่อนออกกรอบอะไรควรให้คณาจารย์มาส่วนร่วม อย่าให้มหาวิทยาลัยต้องยอมรับเหมือนตกกระไดพลอยโจน
เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่โรงแรมสยามซิตี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) จัดประชุมหารือเรื่อง TQF กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โดยมี ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการกกอ. และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยที่คัดค้านการนำกรอบTQF มาใช้
ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าวว่า การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ เนื่องจากมีอาจารย์จำนวนหนึ่งรู้สึกไม่สบายต่อกรอบTQF ที่ออกมา เพราะรู้สึกว่าสกอ.ใช้อำนาจในการสั่งการ และมีรายละเอียดตัวชี้วัดมากเกินไป ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการสื่อสารไม่ตรงกัน โดยเครื่องมือที่จะนำมาใช้ หรือTQF คือกรอบกว้างๆ เพื่อให้แต่ละสาขาไปคุยกัน ทำให้เกิดมาตราฐานในการเรียนรู้ และสามารถปรับใช้ให้เข้ากับสาขาวิชา มหาวิทยาลัยของตนเองได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สกอ.จะกลับไปดู คือหาช่องทางให้ TQF มีความอ่อนตัวลง แต่มีความยืดหยุ่น ทำให้เกิดประโยชน์ต่อนักศึกษา
“กรอบTQF ควรจะเป็นกรอบมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ แต่ต้องเปิดช่องทางให้มหาวิทยาลัยนำไปตีความ และปรับใช้ให้เหมาะสมกับสาขา คณะของตนเอง ซึ่งกรอบเดิมยอมรับว่ามีรายละเอียดมากเกินไปเมื่ออาจารย์เห็น จะเกิดอาการเลือดขึ้นหน้าได้ สกอ.ต้องนำไปปรับในส่วนของรายละเอียดให้มีความอ่อนลง ส่วนที่มหาวิทยาลัยบางแห่งเสนอว่ามหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องทำTQF ตามที่สกอ.กำหนด เรื่องนี้มหาวิทยาลัยไม่ต้องทำก็ได้ แต่จะทำให้ล้าหลังกว่าประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม คุณภาพบัณฑิต ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ TQF อย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย TQF คือเครื่องมือที่จะพัฒนาระบบคุณภาพเท่านั้น”ศ.นพ.วิจารณ์ กล่าว
ดร.สุเมธ กล่าวว่า สกอ.ต้องการเปิดกว้างรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกฝ่าย หลังจากที่ได้รับคำร้องเรียนจากอาจารย์ สกอ.ก็กลับไปทบทวน และพบว่าหลายจุดยังมีช่องว่างในเรื่องของการสื่อสารอย่างมาก ส่วนใหญ่ทุกคนมองภาพใหญ่ คือเรื่องของวิชาการ จะต้องตอบโจทย์ในเรื่องคุณภาพของบัณฑิต และความต้องการของสังคมได้อย่างไร แต่ไม่ได้ลงรายละเอียดว่ากรอบดังกล่าวจะเพิ่มภาระให้อาจารย์ ซึ่งการหารือครั้งนี้ทางสกอ.จะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับกรอบTQF ให้ได้มาตรฐานมากยิ่งขึ้น และนำเข้าหารือในที่ประชุมกกอ.ต่อไป
ด้าน นายสิทธิณัฐ ประพุทธนิติสาร หนึ่งในตัวแทนจากคณบดีด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิจิตรศิลป์ กล่าวว่า TQF ที่สกอ.กำหนดไม่สอดคล้องกับธรรมชาติการเรียนการสอนทางด้านสาขาสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และวิจิตรศิลป์ โดยเฉพาะตัวชี้วัด ดังนั้นอยากให้มีการลดขั้นตอนการประเมินให้ตรงกับสาขาทางด้านสังคมมากที่สุด และควรมีระบบการประเมินที่เข้มข้นมากขึ้น ไม่ใช่ให้ครู นักเรียน ประเมินกันเอง ซึ่ง TQF ที่สกอ.ส่งมาคือรายละเอียดไม่ใช่กรอบ ขอให้สกอ.ปรับปรุงตัวชี้วัดให้ตรงกันธรรมชาติของสาขาวิชาด้วย
ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หนึ่งใน372 คนที่ลงนามคัดค้านกรอบTQF กล่าวว่า กรอบTQF ขาดการมีส่วนร่วมของนักวิชาการหนุ่มสาว โดยเฉพาะพนักงานมหาวิทยาลัย นอกจากจะไม่บรรเทาปัญหายังเป็นการซ้ำเดิมให้สับสนในทิศทางที่ควรจำเป็น เพราะการนำกรอบที่มีรายละเอียดจำนวนมากเช่นนี้ทำให้จำกัดโอกาสในการเป็นไปได้ทางการสร้างสรรค์ทางวิชาการอย่างยิ่ง อีกทั้งยังเป็นการลดทอนความหลากหลายและภารกิจที่ต่างกันของอุดมศึกษาไทย
ขณะที่ตัวชี้วัดบางตัวก็ไม่สอดคล้องกับสภาความเป็นจริง อาทิ เรื่องของเงินเดือนของบัณฑิต บัณฑิตที่จบจากม.รามคำแหงได้รับเงินเดือน 3,000 บาทต่อเดือน แต่อยู่ต่างจังหวัด ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ขณะที่บัณฑิตที่จบจากจุฬาลงกรณ์ อาจได้เงินเดือนหลายหมี่น แต่อยู่ในกรุงเทพฯ อาจมีความสุขน้อยกว่า ตรงจุดนี้ ต้องกลับมาทบทวนว่า ตัวชี้วัดที่ควรจะเป็นคืออะไร ซึ่งในส่วนของม.รามคำแหง กำลังเริ่มทำดัชนีชี้วัดความสุขของบัณฑิต
รศ.ทวีศักดิ์ สุทธวาทิน อาจารย์จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า การที่คณาจารย์ต่างๆ ออกมาต่อต้านTQF ไม่ใช่การต่อต้านเรื่องคุณภาพการศึกษา และผู้บริหาร แต่คณาจารย์มีความรู้สึกว่า กรอบTQF ที่ออกมาถูกส่งมาจากส่วนกลางสู่มหาวิทยาลัย โดยขาดการมีส่วนร่วมจากคณาจารย์และบุคลกร ซึ่งต่อไปตนคาดหวังว่าอนาคตคงไม่มีเรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นอีก อย่าให้มหาวิทยาลัยต้องยอมรับเหมือนตกกระไดพลอยโจน อยากให้ทำให้เกิดความชัดเจนถึงหน้าที่ของกกอ.และสกอ.ในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัย ซึ่งความเห็นส่วนตัวสิ่งที่สกอ.ควรรับผิดชอบคือการไปคุยกับสำนักงบในเรื่องของงบประมาณ