ศปก.ส่งสันติบาล-นครบาลระวังเหตุวินาศกรรม

ศปก.ตร. ส่งสันติบาล-นครบาลระวังเหตุวินาศกรรม ปูดพบกลุ่มต้องสงสัยไม่หวังดีเคลื่อนเข้ากรุง คาดมาก่อเหตุป่วน ขณะที่สั่งเช็คต้นตอฟอเวอร์ดเมล์ทำปชช.ติ่น ติงปชช.อย่าส่งต่อ ปราม ชาวบ้าน สู้ม๊อบเองผิด กม.

 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม ที่ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) เป็นประธานการประชุมรายงานสถานการณ์ เตรียมความพร้อมในการรักษาความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเริ่มในวันที่ 12 มีนาคม นี้ โดยเป็นการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ จากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 โดยมีตัวแทนจากทุกกองบัญชาการที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที

 พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(รองผบช.สทส.) ในฐานะโฆษก ศปก.ตร. กล่าวภายหลังการประชุมว่า ตำรวจประมาณการผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 1.5 แสน ถึง 2 แสนคน ใกล้เคียงกับข้อมูลของรัฐบาล

 เมื่อถามถึงการออกมาให้ข่าวของรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ที่จะมีเหตุวินาศกรรมรุนแรง นั้น พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า การข่าวที่ตำรวจรับมายังไม่ยืนยัน ว่าจุดที่จะก่อเหตุคือจุดใดบ้างแต่ก็ได้รับข่าวมาจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งขณะนี้ตำรวจประสานงานกันแล้ว ทั้งสันติบาลและนครบาลกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด

 ถามว่ากรณีที่มีการให้ข่าวว่ามีทั้งกลุ่มเสื้อแดงมาก่อเหตุรุนแรง และกลุ่มเจ้าหน้าที่ คนของอีกฝ่ายมาก่อเหตุสร้างสถานการณ์นั้น ตำรวจมีการวางแผนในการแยกแยะหรือไม่ว่าใครเป็นใครแดงแท้แดงเทียม พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ตอนนี้คงแยกยาก เพราะคนที่ตั้งใจก่อเหตุ ยังไม่เปิดเผย ยังอยู่ในที่ลับ แต่จากการข่าวก็ติดตามพบว่ามีกลุ่มผู้ต้องสงสัยที่เดินทางเข้ามาก็กำลังดูอยู่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร ขณะเดียวกันก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีแนวโน้มจะเกิดวินาศกรรมในกทม.หรือไม่ ข้อมูลยังไม่ชัดแต่มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีที่พยายามก่อเหตุ

 โฆษก ศปก.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทั่วกทม.แล้ว ส่วนใหญ่อยู่ในความพร้อม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของ กทม.และเอกชน ขณะนี้ทุกพื้นที่ได้ดูแลเรื่องนี้อยู่ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหากล้องเสียเมื่อเกิดเหตุเหมือนที่ผ่านมา เห็นได้จากกรณีระเบิดธนาคารกรุงเทพ สาขาสีลมก็ได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของเอกชน

 เมื่อถามถึงการติดตามและจะบล็อกสื่อที่ยั่วยุปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง นั้น โฆษก ตร. กล่าวว่า พล.ต.อ.ปทีป ได้สั่งการไปแล้วให้กวดขัน ขณะนี้ก็เคลื่อนไหวแต่ก็ตรวจสอบตลอด ล่าสุดก็ยังไม่พบที่กระทำผิดชัดเจนจนถึงขั้นบล็อก ขณะนี้ที่มียังเป็นการเชิญชวนคนมาร่วมชุมนุมที่กทม. ยังไม่ถึงขั้นปลุกปั่นให้วุ่นวาย

 พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวว่า การรักษาความปลอดภัย สถานีบริการน้ำมัน และแก๊ส รวมถึงรถบรรทุกน้ำมันและแก๊ส ก็มีแผนการป้องกันอยู่แล้ว ตามพ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันฯ ก็มีแนวทางในการควบคุมอยู่ ขณะนี้สาธารณูปโภค ตัดน้ำไฟก็เป็นเรื่องของการไฟฟ้า มีกระทรวงมหาดไทยดูแล

 เมื่อถามถึงการรักษาความปลอดภัยแก่สถาบันฯและบุคคลสำคัญ นั้น โฆษก ศปก.ตร. กล่าวว่า กองบัญชาการตำรวจนครบาลออกแผนในการดูแลอยู่แล้ว ซึ่งตนคงให้รายละเอียดไม่ได้ แต่ก็รวมถึงกลุ่มผู้พิพากษา ที่ดูแลกันมาตั้งแต่ช่วงพิพากษาคดียึดทรัพย์แล้ว อย่างไรก็ตามในช่วงม๊อบนี้ก็มีกลุ่มคณะรัฐมนตรีและครอบครัวและกลุ่มที่มีหน้าที่ทางการเมือง ซึ่งต้องให้การดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ

 ถามถึงกรณีข่าวจะมีการก่อเหตุหยอดกาวตู้เอทีเอ็มไม่ให้ใช้บริการได้ พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ตำรวจดูแลความปลอดภัยธนาคารเป็นพิเศษอยู่แล้วและเรื่องการหยอดกาวนั้นยังไม่ได้รับรายงานต้องส่งเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบดูและเฝ้าระวัง

 “ตอนนี้มีฟอเวอร์ดเมล์ออกมาจำนวนมาก เราก็แยกเป็น 2 ส่วน 1. เรื่องคนที่ส่งเมล์เราก็เรากำลังตรวจสอบต้นตอว่ามาจากไหน ถ้ารู้เราจะไปดำเนินการบล็อก และดำเนินการตามกฎหมายกรณีส่งข่าวให้ประชาชนหวาดกลัวตกใจ เท่าที่ฟังข้อความในฟอเวอร์ดเมล์ในลักษณะว่าจะมีเหตุรุนแรง ไม่สงบ ให้กักตุนอาหาร ห้ามออกจากบ้าน ตอนนี้ก็ยังไม่ชัดว่าการส่งเมล์ต่อไปเรื่อยๆนั้นผิดชัดเจนแค่ไหน ต้องดูเจตนาอีกที เท่าทีดูข้อความยังไม่รุนแรงต้องพิจารณาอีกครั้งว่าผิดอย่างไร ตอนนี้ต้องขอความร่วมมือประชาชนหยุดการส่งอีเมล์เหล่านี้ไว้ก่อน ให้ประชาชนตรวจสอบที่มีของข้อความเหล่านี้ด้วย ให้รับฟังการประชาสัมพันธ์ของรัฐ เจ้าหน้าที่ที่ดูแลอยู่ จะเชื่อมั่นมากกว่า อย่าฟังข่าวลือ ส่วนการเฝ้าระวังคน และวัตถุต้องสงสัยนั้นตำรวจเข้มตั้งแต่ก่อนเหตุระเบิดธนาคารแล้ว” พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าว

 พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าครอบครัวของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมด ได้ออกนอกประเทศไปแล้วหรือไม่ ต้องตรวจสอบจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีกครั้ง

 สำหรับการแก้ปัญหาจราจรติดขัดจากการชุมนุม พล.ต.ต.วุฒิ กล่าวว่า นครบาลออกแผนการดูแลเส้นทาง เข้ายุทธการกับกอ.รมน.กำหนดเส้นทางเลี่ยง ซึ่งจะชี้แจงผ่านสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 เวลาประมาณ 22.00น คืนนี้ อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาการจราจรจะต้องดูจากสถานการณ์ของผู้ชุมนุม จำนวนคน ถ้าไม่ขวางถนนก็คงไม่ต้องปิดถนน ซึ่งการปิดถนนผิดพ.ร.บ.จารจร อยู่แล้ว การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ก็ขึ้นอยู่สถานการณ์ถ้าคนเยอะมากยอมรับว่าจัดการลำบาลก คงต้องเจรจาได้ถ้าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบ

 เมื่อถามถึงกรณีที่ชาวบ้านในชุมนุมออกมาระบุว่าพร้อมสู้ม๊อบเพื่อป้องกันตนนั้น โฆษกศปก.ตร. กล่าวว่า เราได้ขอความร่วมมือไปยังชุมชนให้ออกมาช่วยตำรวจป้องกันภัย ป้องกันปัญหาอาชญากรรมให้ตนเองในช่วงตำรวจติดภารกิจ แต่จะมาจัดการกับม๊อบเองคงไม่ได้ ออกมาต่อสู้กับม๊อบเองก็ไม่ถูกกฎหมาย แต่มีสิทธิปกป้องหมู่บ้านชุมนุมตนเอง

 โฆษก ศปก.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ก็เจรจากับแกนนำกลุ่มเสื้อแดงแล้ว ซึ่งเราเจรจาผ่าน 5 กลุ่ม ซึ่งกลุ่มแดงประกาศว่าจะไม่ใช้ความรุนแรง แต่จะมีคนอื่นมาร่วมแล้วสร้างสถานการณ์รุนแรงหรือไม่นั้น ตำรวจกำลังตรวจสอบ

 เมื่อถามถึง กองบัญชาการลอนดอน พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ทางเอกอัครราชทูตอังกฤษ ประจำประเทศไทย ก็ปฏิเสธแล้วว่าไม่มี เขาไม่มาเกี่ยวข้อง ส่วนจะมีกลุ่มแฝงอย่างคนเสื้อน้ำเงิน เช่นเหตุการณ์เมษายน 2552 หรือไม่ เราก็พยายามตรวจสอบและระวัง

 พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวต่อว่า รรท.ผบ.ตร.ย้ำว่าการชุมนุมครั้งนี้ให้ตำรวจและครอบครัวตำรวจวางตัวเป็นกลาง อย่าเข้าไปยุ่งกับการชุมนุม ให้ตักเตือนคนในครอบครัว ซึ่งเป็นเพียงกำชับให้ดูแลกัน แต่ถ้าเป็นข้าราชการตำรวจอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่และเข้าไปชุมนุม คงทำไม่ได้ ผิดวินัย อย่างไรก็ตามตำรวจไม่ได้เกียร์ว่างอย่างที่ว่ากัน แต่คนที่พูดอาจติดภาพในอดีตที่ผู้ชุมนุมมีจำนวนมากแล้วกั้นผู้ชุมนุมไม่ได้ จึงปล่อย ผ่าน แต่คราวนี้ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เรามีการเตรียมการพอสมควร ยกเว้นจำนวนผู้ชุมนุมมากเราก็จัดการยากและกำลังตำรวจไม่สมดุลกันเกินกว่า 1ต่อ 10 หรือ 1 ต่อ 20 ตำรวจก็ควบคุมลำบาก

 พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า ข้อดีของการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักรฯ คือทำให้มีเจ้าหน้าผู้ปฏิบัติมากขึ้น เจ้าหน้าที่ที่แต่งตั้งด้วยกองอำนวยการร่วมฯ ทั้งทหาร และ กทม.สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งการประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงน่าจะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่อุ่นใจขึ้น เป็นแนวทางในการดูแลประชาชน อย่าไปคิดว่ายั่วยุใคร เพราะไม่เช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ได้เลย ซึ่งการทำให้ประเทศชาติสงบบางครั้งก็จำ/เป็นต้องทำอะไรที่จำเป็นต้องทำ เป็นเหตุผลที่ฟังได้ว่าต้องดูแลพลเมืองที่ไม่เกี่ยวข้อง