วันพุธที่ 10 มีนาคม 2553
ส่งต่อ
พิมพ์
ขนาดตัวอักษร
Reset
คมชัดลึก : "นายกฯอภิสิทธิ์"ย้อนถาม"ทักษิณ"ชวนคนมาม็อบแต่คนในครอบครัวเผ่นนอก ไม่รู้ส่งสัญญาณอะไร ลั่นไม่ถอดใจ เรียกประชุมกอ.รมน. จี้ทุกฝ่ายดำเนินการตามคำสั่งศาลปค. 9 ต.ค. 51 ตั้ง"กอร์ปศักดิ์"หัวหน้าทีมเจรจาม็อบเสื้อเเดง วอนปปช.ช่วยดูเเลบ้านเมือง ให้ช่วยตื่นตัวเเต่ไม่ตื่นตระหนกข่าววินาศกรรม ขอร้องพธม.อย่ารวมตัวชุมนุม เกรงเสื้อเเดงปะทะเสื้อเหลือง พร้อมดูเเลรพ.ศิริราชอย่างดีทีสุด
เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 10 มี.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ. รมน. เป็นประธานการประชุม กอ.รมน.ที่ห้องประชุมงบประมาณ อาคารรัฐสภา 3 โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง อาทิ นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูร รมว.มหาดไทย ร.ต.(หญิง) ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ผบ.เหล่าทัพทุกเหล่าทัพ ยกเว้น พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ที่ส่ง พล.ต.อ. อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว ที่ปรึกษา (สบ.10) เข้าร่วมประชุมแทน
จากนั้นเวลา 11.15 น.นายอภิสิทธิ์แถลงข่าวหลังการประชุมกอ.รมน.ว่า วันนี้มีการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ซึ่งที่ประชุมได้อนุมัติหลังจากที่ครม.ได้ประกาศพื้นที่กทม.และปริมณฑลรวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงเป็นพื้นที่ปรากฏเหตุที่จะรักษาความมั่นคงตามกฎหมาย หลักสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำวันนี้คือ ภารกิจการรักษาความสงบเรียบร้อยไม่ให้การชุมนุมนั้นมีผลกระทบให้สถานการณ์ลุกลาม กระทบต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน ตรงนี้คือภารกิจซึ่งมีการซักซ้อมทำความเข้าใจ ส่วนแนวปฏิบัตินั้นจะยึดถือตามแนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดเมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2551 ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวคิดว่าจะเป็นกติกาที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายยึดถือ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในด้านของพี่น้องประชาชนที่จะมาชุมนุมนั้นศาลได้ชี้ไว้ชัดว่า โดยสงบปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการชุมนุมที่ได้รับการคุ้มครอง อย่างไรก็ตามการชุมนุมที่จะเข้าข่ายลักษณะการชุมนุมที่จะได้รับการคุ้มครองนั้นต้องมีลักษณะว่าต้องไม่สร้างความหวาดกลัว ข่มขู่ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมทั้งการใช้ชีวิตปกติของประชาชน ฉะนั้นจะเป็นจุดที่เรายึดถือคือการชุมนุมในกรอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 นั้นสามารถดำเนินการได้ และการเตรียมการของรัฐบาลที่ผ่านมาคือเราอำนวยความสะดวก การจัดระเบียบต่างๆที่จะดูแลให้การชุมนุมมีความเรียบร้อย อีกด้านหนึ่งคือการชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามเงื่อนไข เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปดำเนินการตามกฎหมายได้ ศาลชี้ไว้ชัดเจนว่าจะต้องปฏิบัติตามหลักสากล และต้องดำเนินการสมควรแก่เหตุ การดำเนินการของเจ้าหน้าที่จะต้องแจ้งผู้ชุมนุมให้ทราบตลอดว่า สิ่งที่เจ้าหน้าที่จะปฏิบัตินั้นคืออะไร ปฏิบัติอย่างไร เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลและมีการซักซ้อมเช่นกัน
เมื่อถามว่าวันนี้ ยืนยันความเข้าใจระหว่างกองทัพและรัฐบาลในวันนี้ดีกว่าการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและเหตุการณ์เดือนเม.ย. 2552 หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ความจริงในช่วงนั้น หรือช่วงใดก็ตามเราไม่เคยมีปัญหาความไม่เข้าใจกัน ส่วนจำนวนทหารและตำรวจที่ดูแลการชุมนุมครั้งนี้มีเท่าใดนั้น ขอเรียนว่าพอสมควรแก่เหตุ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบให้ตั้งคณะทำงานประสานงานกับผู้ชุมนุม หรือแกนนำขึ้นมาโดยมอบให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนรี เป็นประธาน และหากเกิดเหตุหรือมีแนวโน้มที่จะเกิดเหตุหรือมีความไม่เข้าใจ คณะทำงานฯชุดนี้จะเข้าไปประสานกับผู้ชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดหรืออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น สำหรับลักษณะการทำงานของคณะทำงานฯชุดนี้นั้นจะมีการติดตามข่าวสารตลอดเวลา อาทิ เมื่อมีปัญหาจากการจราจรและมีการร้องเรียนจากประชาชนนั้น อาจต้องประสานกับผู้ชุมนุมว่าจะปรับเปลี่ยนแนวปฏิบัติ หรือเปลี่ยนแผนอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความเดือดร้อน เป็นต้น
เมื่อถามว่ามีการตั้งศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบศูนย์ฯนี้ตามกฎหมายและศูนย์ฯนี้จะมีคตม.และคณะกรรมการที่ปรึกษานอกเหนือจากรัฐมนตรีที่เป็นกรรการฯในที่ประชุมวันนี้อยู่แล้วด้วย เมื่อถามว่าแสดงว่าศูนย์ฯนี้แปรสภาพจากคตม. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช่ จะเรียกอย่างนั้นก็ได้ เพราะศูนย์ฯนี้จะเป็นผู้รับผิดชอบ จึงให้คตม.มาเป็นที่ปรึกษาด้วย
เมื่อถามว่ารัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินได้ตามปกติในช่วงที่มีการชุมนุมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การชุมนุมจะเริ่มต้นวันที่ 12 มี.ค. ตามที่มีข่าวและจะมาชุมนุมใหญ่วันที่ 14 มี.ค.ตามที่ประกาศไว้นั้น วันที่ 13 -14 มี.ค.เป็นวันเสาร์ - อาทิตย์ จึงคาดว่าวันที่ 12 มี.ค.คงไม่เป็นปัญหาอะไร แต่หลังวันที่ 14 มี.ค.ก็ยังไม่ทราบ เพราะยังไม่มีความชัดเจนใดๆว่าแนวโน้มการชุมนุมจะเป็นอย่างไร และยังไม่มีการกำหนดอะไรเป็นพิเศษ ทุกอย่างเป็นไปตามปกติ เมื่อถามว่า ขอให้อธิบายถึงหน่วยเคลื่อนที่เร็วติดอาวุธตามที่นายสุเทพกล่าวเรื่องนี้ไว้ในที่ประชุมครม. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หน่วยฯนี้เป็นหน่วยที่จะช่วยแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุ ซึ่งคือตำรวจ ส่วนที่มีการติดอาวุธนั้นเป็นปกติของตำรวจที่ต้องดูแลความสงบตรงนี้ ส่วนเจ้าหน้าที่ที่ดูแลพื้นที่การชุมนุมนั้นจะใช้อุปกรณ์ป้องกันตัวเป็นหลัก
เมื่อถามว่าช่วงนี้มีข่าวสารใส่ร้ายกันและกัน และมีบางฝ่ายเน้นว่ารัฐบาลก่อเหตุแล้วป้ายสีให้ผู้ชุมนุม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องที่ตนขอย้ำคือ 1. ในเชิงปฏิบัตินั้น เข้าใจว่าจะมีการแถลงข่าวเป็นระยะจากผู้ที่รับผิดชอบ และจะเห็นว่าการประชุมทุกครั้งรวมทั้งในวันนี้เราเน้นเสมอว่าภารกิจของเราคืออะไร ไม่เคยมีภารกิจใดเลยของรัฐบาลนี้ที่พูดถึงการเข้าไปปราบปราม หรือสร้างปัญหาให้กับผู้ชุมนุม มันไม่เคยเป็นเป้าหมายของรัฐบาลนี้ และมีการซักซ้อมทุกครั้งที่มีการประกาศใช้พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและพ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และพิสูจน์มาโดยตลอดว่า มีผู้ชุมนุมมาต่อต้านรัฐบาล และมีระเบิดยิงเข้าไป หรือถูกทำร้ายในลักษณะที่จะสร้างปัญหา รวมทั้งผู้ที่บอกว่ารัฐบาลสร้างเหตุการณ์ และสถานการณ์เช่น การปาระเบิดธนาคารกรุงเทพนั้นก็มีการจับกุมและดำเนินการแบบตรงไปตรงมา จึงขอย้ำว่าแนวปฏิบัติของรัฐบาลนี้ และการซักซ้อมความเข้าใจสม่ำเสมอทุกครั้งนั้นชัดเจนและไม่เคยมีเป้าหมายหรือภารกิจที่จะสร้างปัญหาให้คนกลุ่มใดทั้งสิ้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า 2. ต้องถามว่า รัฐบาลจะทำเช่นนั้นทำไม ตนมองไม่เห็นว่าตนหรือรัฐบาลจะได้ประโยชน์อะไรจากการใช้ความรุนแรง หรือความวุ่นวายขึ้น ตนบอกมาตลอดว่าการเคลื่อนไหวชุมนุมของคนเสื้อแดง และเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ไม่มีเลยที่จะไปบอกว่าใช้กฎหมายเด็ดขาด หรือใช้กำลังเข้าไปปราบปรามแล้วการชุมนุมจะหมด เพราะมันเป็นไปไม่ได้ และตนถือว่าเป็นขบวนการทางการเมือง ตรงกันข้าหากใครทำอย่างนั้นมีแต่จะทำให้ขบวนการทางการเมืองนี้เติบโตขึ้น ฉะนั้นไม่เป็นประโยชน์ใดเลยกับตน และรัฐบาลหากเกิดเหตุแบบนี้ขึ้น ขณะเดียวกันกองทัพมีความชัดเจนว่า ทำงานโดยการสนองนโยบายรัฐบาล ตนพูดชัดหลายครั้งว่าไม่มีวาระ หรือวัตถุประสงค์แอบแฝงทางการเมือง และไม่มีคนกลุ่มใดเลยในสังคมตอนนี้ที่มองว่า การมีความรุนแรง การปฏิวัติแล้วจะเกิดประโยชน์กับกลุ่มตัวเอง แต่มีคนกลุ่มเดียวที่จะได้ประโยชน์ คือ คนที่ต้องการล้มกระดาน ฉะนั้นคิดง่ายๆว่าถ้าจะไปสร้างสถานการณ์ แต่ไม่รู้ว่าใครจะคิดจะไปทำแบบนั้น เพราะไม่ได้ผลอะไรกับตัวเองเลย และไปสร้างประโยชน์ให้กับคนกลุ่มเล็กๆที่คิดแบบนี้จริงๆที่คิดล้มกระดาน
เมื่อถามว่า การประชุมครม.ครั้งที่ผ่านมานายสุเทพรายงานว่าจะเกิดเหตุระเบิดใหญ่ 2 จุดและระเบิดดาวกระจาย 40 จุดข้อเท็จจริงคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่ข่าวนี้ตนอ่านจากนสพ. เมื่อถามย้ำว่าจะชี้แจงกับประชาชนอย่างไร เพื่อให้ประชาชนเตรียมรับสถานการณ์ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอเรียนว่ามีการข่าวที่พูดถึงลักษณะการก่อเหตุวินาศกรรมจริง รัฐบาลได้ติดตามการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ และอยู่ในข่ายต้องสงสัยตามปกติ ที่ผ่านมา เช่นการปาระเบิดธนาคารกรุงเทพ 4 แห่งได้มีการจับกุมและขยายผลต่อไป ฉะนั้นสิ่งที่อยากจะย้ำ คือ ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่อย่างประมาท และขอความร่วมมือจากประชาชนว่าหากมีเรื่องการวินาศกรรมนั้น คนที่จะช่วยรัฐบาลได้ดีที่สุด คือ ประชาชนหากทุกคนเป็นเหมือนเครือข่ายรักษาความสงบของบ้านเมือง ก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตนเน้นย้ำเรื่องนี้กับส่วนราชการและเอกชนแล้วว่าขอให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแล ฉะนั้นคิดว่าหากทำแบบนี้ได้ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องตื่นตระหนก
เมื่อถามว่า แต่ข่าวการวินาศกรรมนั้น คล้ายว่ามาจากรัฐบาลจนประชาชนตื่นตระหนก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ใช่ รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อย และต้องการให้ประชาชนตื่นตัวในสถานการณ์แบบนี้ แต่ไม่ใช่ตื่นตระหนก ไม่มีประโยชน์ใดเลยที่รัฐบาลจะสร้างความตื่นตระหนก เพราะจะมีผลกระทบด้านต่างๆ และตนขอย้ำอีกครั้งว่า เวลาที่พูดถึงข่าวที่มีความรุนแรงออกมา รัฐบาลพูดเป็นเรื่องเดียวกันหมดว่ารัฐบาลไม่มีความคิดที่จะใช้ความรุนแรงเลย ตรงกันข้าม ตนขอยกตัวอย่างนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำนปช. หรือกลุ่มบุคคลซึ่งขึ้นปราศรัยบนเวทีพูดจาอย่างชัดเจนว่าเขาพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง เพราะฉะนั้นมันไม่ใช่ที่อยู่ดีๆแล้วรัฐบาลนึกสนุกพูดขึ้นมา เพราะมันไม่ได้เป็นประโยชน์กับรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดมาจากการที่มีกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งพูดเองว่พวกเขาพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงและก็มีการข่าวที่เข้ามาเราก็ต้องเตือนประชาชน ในทางตรงข้ามถ้าเกิดเหตุแล้วเราไม่ได้เตือนประชาชนเลยเราก็บกพร่อง อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าเราต้องไม่ตระหนกเพียงแต่ทุกคนอย่าประมาทแล้วก็ช่วยกันเป็นหูเป็นตาแล้วมันจะเรียบร้อย
เมื่อถามว่ากลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ออกมาเคลื่อนไหวจะทำให้มันรุนแรงขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนอยากจะขอร้องประชาชนไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็ตาม ไม่ว่าท่านจะมีความรู้สึกเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 13 - 14 มี.ค. นี้เจ้าหน้าที่จะดูแลความสงบเรียบร้อย ขอให้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ด้วย หากมีกลุ่มมวลชนอื่นเข้ามาเคลื่อนไหวขัดแย้งกัน ก็ทำให้การบริหารสถานการณ์ยากขึ้น ฉะนั้นขอความร่วมมือว่า อย่าให้มีกรณีการปะทะกันและในวันนี้มีการซักซ้อมว่าหากเกิดมีมวลชนที่มีลักษณะจะก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือการปะทะกัน หน้าที่ของเจ้าหน้าที่คือเข้าไปแยกอย่าให้มีโอกาสปะทะกัน ทั้งนี้นสพ.และคอลัมนิสต์บางฉบับไม่รู้ว่าเข้าใจตนหรือไม่ว่า ไปบอกว่าตนไปชักชวนคนทั้งหลายและเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมขึ้นมาต่อสู้กับคนที่นิยมความรุนแรง ความหมายนั้นน่าจะเข้าใจได้อยู่แล้วว่าเป็นการต่อสู้โดยการใช้ความสงบสยบความรุนแรงไม่น่าจะไปบิดเบือนเลย
เมื่อถามว่า ประชาชนในกทม.จะใช้ชีวิตอย่างไรไปจนถึงสิ้นเดือนมี.ค. นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ใช้ชีวิตตามปกติ แต่เราจะแจ้งข่าวสารว่ามีประชาชนเข้ามาชุมนุมจำนวนมากในบางเส้นทาง อาจเกิดความไม่สะดวก และวันนี้ตนบอกตำรวจจราจรให้ออกข่าวตลอดเวลาเพื่อให้ประชาชนทราบว่าเส้นทางใดจะมีปัญหาการจราจรและควรเลือกใช้เส้นทางใด จึงขอให้ติดตามข่าวสารและให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่
เมื่อถามว่าที่ประชุมประเมินสัญญาณกรณีที่ครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากประเทศไปอย่างไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าออกหรือไม่ออก แต่เรียนได้ว่าเมื่อเดือนเม.ย. 2552 ก็ไม่ได้อยู่ ส่วนจะส่งสัญญาณว่าจะเกิดความรุนแรงหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ แต่ต้องถามพ.ต.ท.ทักษิณเหมือนกันว่า ชวนทุกคนอยู่ที่นี่ แต่คนใกล้ชิดตัวเองไม่ชวนอยู่
เมื่อถามว่า รัฐบาลจะผ่านสถานการณ์ช่วงนี้โดยที่อำนาจไม่เปลี่ยนมือหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ เพราะปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่ว่าอำนาจเปลี่ยนมือหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ว่าจะรักษากติกาหลักของบ้านเมืองและรักษาความสงบไว้ให้ได้ นั่นคือภารกิจสำคัญ และตนมั่นใจว่าแนวทางที่ได้กำหนดเป็นแนวทางที่ดีที่สุดหากประชาชนให้ความร่วมมือทุกอย่างจะผ่านไปได้ไม่มีปัญหา เมื่อถามว่า เมื่อคืนวันที่ 9 มี.ค.พ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินที่จ.แพร่เรียกร้องให้กองทัพบีบให้นายกฯลาออก หรือยุบสภาเพื่อแก้ปัญหา นายอภิสิทธิ์ นิ่งไปชั่วครู่ พร้อมกล่าวว่า ตนไม่อยากรื้อฟื้นเหตุการณ์เดิม แต่ว่าเพื่อให้เกิดข้อเท็จจริงจะได้เข้าใจตรงกัน พ.ต.ท.ทักษิณอ้างเหตุการณ์เดือนธ.ค. 2551 แล้วไปกล่าวหาพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ในวันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นคือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯได้แต่งตั้งคตม.ขึ้นมา โดยที่พลเอกอนุพงษ์ทำหน้าที่ในนั้นด้วย การชุมนุมในช่วงนั้นบริหารอย่างไรก็แล้วแต่และสิ่งที่คตม.ประชุมกันนั้น และคตม.ชุดนั้นไม่ได้มีเพียงผบ.ทบ.เพราะคตม.เป็นคณะใหญ่และเป็นมติที่ประชุม ส่วนสิ่งที่พลเอกอนุพงษ์แถลงข่าวนั้น บังเอิญวันนี้ไม่มีเรื่องไปเทียบเคียง และจะมีเพียงว่าคตม.ชุดนี้มีนายสุเทพเป็นประธาน หากนายสุเทพเรียกประชุมคตม.แล้วบอกว่าตนควรทำอะไรนั้น ตนต้องพิจารณา
เมื่อถามว่า เหตุผลของนายกฯในวันนี้ยังคิดว่าการลาออกหรือยุบสภายังไม่ใช่เหตุผล นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า แกนนำนปช.พูดไปแล้วว่าการยุบสภาเป็นเพียงแค่หลักกิโลเมตรแรกเท่านั้น แสดงว่าเป้าหมายตอนนี้มันไม่ใช่แค่นั้นเหมือนก่อนหน้านี้พูดเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ และเมื่อตกลงกันได้ก็มาบอกว่าไม่แก้แล้ว เพราะเป้าหมายจริงๆมันไม่ใช่ ตนถึงบอกกับทุกคนว่าขอให้ดูเป้าหมายที่แท้จริงว่าคืออะไร แต่ตอนนี้ไปนำเรื่องที่อยู่ในใจของประชาชนบางส่วน เช่นประชาธิปไตย ความเป็นธรรมมาเป็นตัวชูแต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่ ฉะนั้นไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่จะสร้างปัญหาเพราะคนที่รักประชาธิปไตยและอยากแสดงออกก็ไม่สร้างปัญหาอยู่แล้ว
เมื่อถามว่าสถานการณ์แบบนี้คิดจะถอดใจจากการทำหน้าที่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ ตนไม่มีสิทธิถอดใจ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของการที่จะดูแลตนแต่มันเป็นการดูแลบ้านเมือง ตนมาทำหน้าที่ดูแลบ้านเมืองและประชาชน สิ่งที่ตนกระทำนั้นเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองและประชาชน ไม่มีสิทธิไปคิดอย่างอื่น เมื่อถามว่า นายกฯคิดถึงความสง่างามในการดำรงตำแหน่งหรือไม่เพราะโดนปาสิ่งปฏิกูลไปยังบ้านพักสองครั้งแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าสะท้อนคนปามากกว่า และไม่ได้สะท้อนคนอยู่ในบ้าน เมื่อถามว่าแสดงว่าหากมีอะไรเกิดขึ้น ก็ต้องเดินทางไปที่บ้านพักนายกฯ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ตนจึงบอกว่าปัญหามันไม่ใช่แบบนั้น กล้าพูดได้ว่าอดีตนายกฯหลายคน และไม่อยากพูดว่าอดีตนายกฯทุกคน มีคนที่ไม่ชอบทั้งนั้น มีใครกล้าพูดบ้างว่ามีนายกฯคนใดที่ประชาชนทุกคนชอบและรักแต่อยู่ที่ว่าคนที่ไม่ชอบจะปฏิบัติอย่างไร ฉะนั้นหากใช้ตรรกะที่ผิดเราก็จะตกเป็นเหยื่อ
เมื่อถามว่า วันนี้มีการติดภาพของบุคคลไม่พึงประสงค์ไว้ที่บ้านพักของนายกฯ หมายความเช่นใด และยังมีการห้ามประชาชนใช้ทางเท้าสัญจรรอบบ้านนายกฯแล้ว มันละเมิดสิทธิประชาชนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ และไม่เคยเห็นเลย ส่วนเรื่องทางเท้านั้นตนพยายามอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชน เพราะตนเกรงใจประชาชน แต่อยากทวนความจำว่า ตอนที่ตนเข้ามาทำหน้าที่ช่วงแรกๆก็พยายามให้เป็นปกติที่สุด แต่ปัญหาเกิดขึ้นจากคนที่มาสร้างปัญหา ใช้ความรุนแรง เดิมนั้นรถยนต์กันกระสุนตนก็ไม่นั่ง และวันแรกที่ตนนั่งคือวันที่ตนนั่งไปกระทรวงมหาดไทยเมื่อเดือนเม.ย. 2552 และหากวันนั้นตนไม่ได้นั่งรถกันกระสุน ตนก็ไม่ได้มานั่งตรงนี้ รวมทั้งขบวนรถของตนในช่วงแรกก็แทบจะไม่มี และการดูแลที่อยู่อาศัยหรือไปไหนมาไหนก็จะให้น้อยที่สุดแต่บังเอิญมีคนกลุ่มหนึ่งประกาศให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ และหากเกิดอะไรขึ้น ผลกระทบมันไม่ได้อยู่ที่ตนแต่มันอยู่ที่ประเทศชาติและกระทบบ้านเมือง สิ่งนั้นมันไม่ใช่เพราะตัวของตนแต่มันมาจากตำแหน่งของตน หากอยากให้ทุกอย่างกลับไปเป็นปกติก็ขอให้ไปเรียกร้องกับผู้ที่ยังชักชวนคนที่ให้ใช้วิธีการไม่ปกติและรุนแรงว่าต้องหยุดไม่อย่างนั้นจะเป็นแบบนี้ตลอดไป และจากนี้ไปหากใครไม่ชอบกันก็จะยุยงส่งเสริมให้มากระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องและละเมิดกฎหมาย มันก็ไม่จบ
เมื่อถามว่าจะย้ายไปอยู่เซฟเฮ้าส์หรือไม่ และช่วงนั้นศูนย์บัญชาการของรัฐบาลจะอยู่ที่กรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์(ร. 1 รอ.)หรือไม่ รวมทั้งจะย้ายข้าวของออกจากทำเนียบรัฐบาลหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ยัง ตนไม่ทราบความหมายว่าเซฟเฮ้าส์ เพราะถึงเวลาที่มีสถานการณ์ ตนก็จะอยู่กับการทำงานตลอด ช่วงเดือนเม.ย. 2552 ตนแทบไม่ได้นอนเลย ส่วนศูนย์บัญชาการนั้นก็ไม่ใช่ที่นั่น แต่จะเป็นที่ใดนั้นจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ส่วนการขนของออกจากทำเนียบรัฐบาลนั้น คงไม่ทำ เพราะตนไม่ค่อยมีของอะไรอยู่แล้ว และยังไม่มีการจัดทำเนียบรัฐบาลสำรองไว้ประชุมครม.แต่อย่างใด
เมื่อถามว่าได้ตรวจสอบการซื้อเครื่องแบบทหารจำนวนมากในวันนี้แล้วหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีเสียงสะท้อนในการซื้อขายจำนวนมากจริงและเหตุผลนี้จึงย้ำว่า หากมีข่าวสารใดๆขอให้ทุกฝ่ายกลั่นกรองเพราะอาจมีคนสวมรอยแต่เราจะป้องกัน อย่างไรก็ตามปฏิบัติการของภาครัฐจะเหมือนเดือนเม.ย. 2552 คือโปร่งใสที่สุด และสื่อมวลชนจะเป็นพยานได้ ทั้งนี้จะมีการระมัดระวัง รวมทั้งมาตรการป้องกันรองรับการสวมรอย โดยต้องประชาชนติดตามข่าวสารด้วยข้อเท็จจริงและเรื่องนี้สื่อมวลชนช่วยได้เพราะมีความซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพรวมทั้งอุปกรณ์เครื่องมือ
เมื่อถามว่าจะดูแลแรงงานต่างด้าวที่จะมาร่วมชุมนุมอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แรงงานต่างด้าวอยู่ในช่วงการจัดระเบียบ และจะขึ้นทะเบียนพิสูจน์สัญชาติมันเป็นการให้โอกาสทางเศรษฐกิจ หากใช้โอกาสในทางที่ผิดก็จะเสียโอกาสในอนาคตต่อไป เมื่อถามว่ากังวลกับการที่แกนนำนปช.กระจายพื้นที่ชุมนุมหลายจุดในกทม.รวมทั้งยังแตกคอกันเองด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความห่วงใยว่าการชุมนุมครั้งนี้แตกต่างจากครั้งอื่นๆคือมีหลายกลุ่มโดยไม่ขึ้น และไม่ประสานงานกันและกัน ฉะนั้นการที่รัฐบาลมีคณะทำงานฯขึ้นมาจึงจำเป็นเป็นพิเศษและนายกอร์ปศักดิ์พร้อมทำหน้าที่นี้
เมื่อถามว่าประเทศไทยจะเป็นเช่นใดหากผ่านพ้นการชุมนุมครั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากผ่านไปด้วยความสงบ คิดว่าเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของสังคมไทย หากผ่านไปด้วยความไม่สงบเรียบร้อย ประเทศจะเสียหายมาก หากเป็นไปตามเป้าหมายของคนที่ต้องการให้เกิดความรุนแรง ทุกคนจะสูญเสียหมด เมื่อถามว่าเศรษฐกิจจะฟุบจากการเมืองและจะฟื้นตัวยากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จะยากกว่าครั้งอื่นๆ เมื่อถามว่า แกนนำนปช.หลายกลุ่มขึ้นตรงกับพ.ต.ท.ทักษิณเพียงคนเดียวนั้น การดำเนินคดีกับอดีตนายกฯก้าวหน้าเพียงใดเพราะล่าสุดสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยินดีที่จะแลกตัวอดีตนายกฯกับผู้ต้องหา ที่ไทยจับกุมไว้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่ามีการดำเนินการตามขั้นตอน และกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอยู่
เมื่อถามว่าการเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นการส่วนพระองค์เพื่อถวายรายงานเมื่อต้นสัปดาห์นั้น พระองค์ท่านทรงห่วงใยเรื่องใดบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องถวายรายงานเป็นเรื่องที่โดยมารยาทไม่ควรนำมาเปิดเผยที่นี่ ส่วนการรักษาความปลอดภัยที่โรงพยาบาลศิริราช เพราะมีกระแสข่าวว่าคนเสื้อแดงบางส่วนจะโดยสารทางเรือและใช้ท่าน้ำท่าพระจันทร์ในการเคลื่อนพลนั้น ตนก็จะดูแลเพราะเขตพระราชฐานเป็นพื้นที่ที่ต้องดูแลรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุดอยู่แล้ว