หน่วยงานด้านการข่าวที่ออกหาข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ รายงานข้อเท็จจริงขึ้นไปให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้นแล้ว แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เองก็รู้ดี
เท่าที่ปรากฏในรายงานของหน่วยงานด้านการข่าวทราบว่า แผนของกลุ่มเสื้อแดงจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม ด้วยการเคลื่อนขบวนเข้ากรุงเทพฯ โดยจะใช้รถยนต์เล็กจำพวกรถเก๋งและรถกระบะทยอยเข้ามา จากนั้นก็จะแทรกซึมเข้าไปตามสถานที่ต่างๆ กระจายกันออกไปเป็นกลุ่ม
กลุ่มบุคคลเหล่านี้เปรียบไปแล้วก็เหมือนเมล็ดแตงโมที่กระจายแทรกซึมอยู่ทั่วลูกแตงโม ซึ่งก็คือกรุงเทพฯ นั่นเอง !?!
ทันทีที่แผนแรกปฏิบัติได้ลงตัวเสร็จสมบูรณ์ แผนต่อมาคือกลุ่มผู้ชุมนุมจะนำรถอีแต๋น หรือรถเพื่อการเกษตรทยอยเข้ามาเสริมทัพ แล้วจะปิดหัวมุมถนนทุกมุมเมืองด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่ ทั้งขาเข้าและขาออก สกัดกั้นไม่ให้คนในออกและคนนอกเข้า
คนนอกในที่นี้หน่วยงานการข่าวระบุเจาะจงลงไปเลยว่า หมายถึง กำลังทหารหน่วยสนับสนุนที่รายล้อมอยู่รอบนอกกรุงเทพฯ โดยวิเคราะห์ว่ากลุ่มเสื้อแดงเชื่อว่ากำลังตำรวจ-ทหารในกรุงเทพฯ ไม่เพียงพอต่อปฏิบัติการควบคุมฝูงชน
ประกอบกับหน่วยทหารสำคัญๆ จะถูกกลุ่มกองทัพเมล็ดแตงโมปิดล้อม ป้องกันไม่ให้เคลื่อนกำลังออกมาสะดวก
เมื่อกำลังทหารในกรุงเทพฯ ออกมาปฏิบัติหน้าที่ไม่สะดวก ผนวกกับกองกำลังข้างนอกไม่สามารถเข้ามาสนับสนุนกำลังได้ การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงก็สะดวกง่ายดายอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ เป็นเนื้อแตงโมแดง ที่มีเปลือกนอกสีเขียว อันหมายถึงกองทหารที่ถูกกันไว้รอบนอก
สำหรับจุดที่เจ้าหน้าที่คาดการณ์ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมจะปิดถนนทุกมุมเมืองจะเป็นแถวดอนเมือง หลักสี่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ปรากฏอยู่ในลิสต์รายชื่อพื้นที่ประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง หรือ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน หากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องประกาศใช้ เพื่อควบคุมสถานการณ์ที่ส่อแววว่าจะเลวร้าย
อย่างไรก็ดี ระหว่างการชุมนุมใหญ่ 14 มีนาคมนี้ หน่วยการข่าวและความมั่นคงวิเคราะห์ว่า อาจจะมีความพยายามสร้างความปั่นป่วน กลุ่มผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มจะใช้เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ในการสร้างสถานการณ์ให้ดูรุนแรง
บางครั้งอาจจะถึงขั้นยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ขยายภาพความรุนแรงให้ขยายวงออกไป !?!
แผนส่งคนไปแทรกซึมตามสถานที่สำคัญๆ ต่างๆ หลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ตอนนี้หน่วยงานราชการสำคัญๆ ได้รับการแจ้งเตือนล่วงหน้าแล้ว ไม่เว้นแม้แต่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) จนเกิดความเคลื่อนไหวเตรียมพร้อมรับมือกันอย่างเต็มรูปแบบ
หนึ่งในนั้นคือการเก็บหลักฐานเอกสารสำคัญทุกชนิดไว้ในที่ปลอดภัย เป็นการป้องกันเมล็ดแตงโมที่แฝงตัวเข้ามาปิดล้อม เผา ทำลาย หรือก่อวินาศกรรมทำลายสถานที่ราชการ เอกสารสำคัญเหล่านี้จะปลอดภัย แม้ว่าตัวอาคารสถานที่จะถูกทำลายแล้วก็ตาม เป็นการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าชนิดเลวร้ายที่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน
หลายองค์กรไม่เฉพาะส่วนราชการเท่านั้น แม้แต่ภาคเอกชนที่อยู่ในข่ายสุ่มเสี่ยงต่อการเกิดเหตุร้าย ได้สั่งหยุดกิจการตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมไปจนถึงวันที่ 14 มีนาคม เพื่อรอดูสถานการณ์การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า จะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นหรือไม่ ?!!
สำหรับ "ประเสริฐ" พนักงานขับรถลีมูซีนสนามบินดอนเมือง วัย 39 ปี แม้บริษัทจะไม่ได้มีคำสั่งหยุดอย่างเป็นทางการ แต่เขาก็เตรียมตัวจะลาหยุดงานตั้งแต่วันที่ 11-12 มีนาคมอยู่แล้ว ไม่ใช่ด้วยเหตุผลไปร่วมชุมนุม เพียงแต่ไม่ไว้ใจสถานการณ์การเมืองระยะนี้
หลายวันตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเสริฐรับรู้ความตื่นตัวของกลุ่มเสื้อแดงผ่านรถแท็กซี่บางคัน ที่เริ่มนำธงแดงมาติดไว้ตามหลังคารถ ประกาศตัวแสดงเจตนารมณ์อย่างชัดเจน แม้เขาจะไม่ชอบการเมืองคละสี แต่การเลือกยืนอยู่ข้างใดข้างหนึ่งในฐานะผู้ให้บริการแล้วเขามองว่า ไม่สมควร
"เราทำงานบริการ ไม่น่าจะฝักใฝ่ฝ่ายใด เพราะถ้าเกิดความขัดแย้งขึ้นมันไม่ส่งผลดีกับใครเลย ถ้ามีปัญหาอีกคราวนี้เศรษฐกิจคงแย่ลงกว่านี้ ไหนจะมีข่าวว่ากองทัพแตงโมจะกระจายไปชุมนุมตามหัวเมือง ปิดถนน เศรษฐกิจคงเสียหายไม่น้อย คนคงจะตกงานกันอีก ทีนี้คงจะฟื้นตัวยาก" ประเสริฐตอบซื่อๆ
จากกรุงเทพฯ ข้ามไปฝั่งทะเลอันดามัน แม้ว่าอาชีพขับเรือดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบกับการชุมนุมแดงเถือก แต่นายท้ายเรือวัย 59 ปี ก็เฝ้ารับฟังข่าวสารด้วยใจจดจ่อ เพราะถ้าหากเกิดเหตุรุนแรงขึ้นที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงและศูนย์รวมเศรษฐกิจของประเทศ แม้เขาจะอยู่ไกลออกมาร่วม 700 กิโลเมตร ก็ยังได้รับผลกระทบจากแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่อยู่ดี
"ตอนนี้เป็นช่วงไฮซีซั่น นักท่องเที่ยวจำนวนมากกำลังหลั่งไหลมาเที่ยวดำน้ำชมปะการัง ถ้าเกิดความรุนแรงขึ้นที่กรุงเทพฯ ใครเขาจะกล้ามาเที่ยว ถึงแม้กรุงเทพฯ จะไม่ใช่พังงา ไม่ใช่ไทยทั้งประเทศ แต่ต่างชาติเขาก็ต้องมองความปลอดภัยเอาไว้ก่อน รายได้ก็คงน้อยลง" ประเสริฐกล่าวสำเนียงเศร้า