แล้วจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด

"แม้ว่านี่คือภาค 3 ของมหากาพย์แห่งการช่วงชิงอำนาจ แต่สภาพที่เป็นอยู่ และกำลังจะเกิดขึ้น น่าเชื่อว่านี่อาจเป็นภาคที่ยาวนาน และกัดกร่อนประเทศไทยมากที่สุด!"

คงมีน้อยคนในเมืองหลวง กรุงเทพมหานคร ในยามนี้ ที่จะไม่พูด ไม่คุย ไม่รับรู้ว่า วันที่ 12 มีนาคม คือวันที่กลุ่มคนเสื้อแดงเขานัดชุมนุมใหญ่

 อาจจะมีบ้างที่ขาดรายละเอียดว่า ตกลงที่บอกก่อนหน้านี้ว่าจะปิดสี่มุมเมือง เพื่อให้กรุงเทพฯ อัมพาตนั้น ยังจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่

 อย่างน้อยๆ หัวข้อสนทนาเรื่องการวางแผนเดินทางสัญจรในวันที่ม็อบเข้ามาเต็มเมือง แล้วเกิดมีธุระจะทำอย่างไร เมืองหลวงจะเป็นอัมพาตอย่างที่เขาขู่ไว้หรือไม่ จะเกิดความรุนแรงอย่างที่ใครต่อใครคาดการณ์กันหรือเปล่า เหตุการณ์เหมือนเมื่อเดือนเมษายน ที่เกิดเหตุเผาที่นั่นที่นี่ หรือเกิดเหตุยิงกันจนเสียชีวิต ภาพเหล่านั้นจะกลับมาฉายซ้ำอีกหรือไม่

 ความวิตกกังวลที่ก่อตัวขึ้นและทวีความรุนแรงในมวลหมู่คนเมืองหลวงมากเท่าใด นั่นก็ย่อมหมายถึงว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเข้าใจชัยชนะมากเท่านั้น

 เพราะได้สร้างความกลัวให้เกิดขึ้นครอบคลุมทั่วฟ้าเมืองหลวงไปเรียบร้อยแล้ว

 มหากาพย์แห่งการช่วงชิงอำนาจได้เริ่มหมุนกงล้ออีกครั้งหนึ่ง

 เป็นการเริ่มภาคที่ 3 ภาคแห่งความหวาดกลัว และ ภัยสงครามกลางเมือง

 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ภาค 1 "ระบอบทักษิณ" ได้สถาปนาตัวเองขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่จะด้วยเพราะการบิดเบือนความจริง หรืออะไรก็แล้วแต่ ทำให้ไม่นานนัก "ระบอบทักษิณ" ก็ถูกโค่นล้มลง โดยคณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า คปค. และเปลี่ยนมาเป็น คมช.ในภายหลัง

 หน่วยงานด้านความมั่นคง วิเคราะห์ว่า แม้ว่านี่คือภาค 3 ของมหากาพย์แห่งการช่วงชิงอำนาจ แต่สภาพที่เป็นอยู่และกำลังจะเกิดขึ้น น่าเชื่อว่า นี่อาจเป็นภาคที่ยาวนาน และกัดกร่อนประเทศไทยมากที่สุด!

 การประชุมตำรวจภูธรที่ผ่านมา หลังจากรับนโยบายจากรัฐบาลไปแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่อาจระงับยับยั้งความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในพื้นที่

 ยิ่งตำรวจระดับล่างที่ใกล้ชิดกับผู้คน ยิ่งส่งสัญญาณแปลกแปร่ง

 หน้าที่ที่รับไปปฏิบัติจึงทำได้เพียงไปพูดคุย ตามที่ได้รับมอบหมาย ส่วนผลที่ออกมาจะเป็นอย่างไร ยังคงเป็นคนฟังที่จะนำไปตัดสินใจเอาเอง

 นั่นเป็นเรื่องราวของตำรวจที่ยังคงเคลือบแคลงสงสัยกันจนถึงทุกวันนี้

 สำหรับทหาร ถามว่าภายในกองทัพยังมีความเป็นเอกภาพมากน้อยเพียงใด

 สภาพทุกวันนี้ใช่มีผู้บังคับบัญชาตามกฎหมาย แต่การยอมรับแบบเทหมดใจนั้นพูดได้เต็มปากเต็มคำหรือไม่

 นั่นเพราะภายหลัง 19 กันยายน 2549 การเปลี่ยนแปลงครั้งแล้วครั้งเล่าภายในกองทัพ ก่อผลกระทบโดยตรงต่อความเจริญก้าวหน้าของกำลังพล

 อาจจะเพราะเหตุผลเพื่อ "ความมั่นคง" แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นความมั่นคงเฉพาะแต่ส่วนยอด

 และนับจากยอดลงมา จนถึงผู้บังคับการกรม มีการสลับสับเปลี่ยนกันมากมาย ถึงกับข้ามสายก็ยังมี ..ตรงนี้หน่วยความมั่นคงเป็นห่วงว่า ความไม่เป็นเอกภาพที่ซุกงำเอาไว้ จะแตกโพละเอาในช่วงนี้

 ทั้งหมดนั้นคือการวิเคราะห์ของหน่วยงานด้านความมั่นคง สำหรับฝ่ายที่มีกำลังอยู่ในมือ

 สำหรับฝ่ายที่มีมวลชนอยู่ในมือนั้น การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงและเสื้อเหลืองที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้งนี้ มันคือกระบวนการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 ส่วนจะแค่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อย หรือเขย่าแรงกว่า 7 ริกเตอร์ เหมือนที่เฮติหรือชิลีหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องจับตาดู

 1.รัฐบาลจะใช้มาตรการรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหรือไม่เพียงใด
 2.มือที่สามจะฉวยจังหวะนี้เข้าแทรกจนเกิดเหตุที่ไม่คาดฝันหรือไม่
 3.การชุมนุมที่ไม่สามารถควบคุมฝูงชนได้ของแกนนำที่กระจัดกระจายกันไป จะสร้างความเสียหายมากน้อยแค่ไหน

 ที่แน่ๆ ผลการชุมนุมครั้งนี้ ทักษิณ ชินวัตร ไม่มีทางชนะ เพียงแต่ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นอาจจะสร้างอำนาจต่อรองให้แก่กลุ่มคนเสื้อแดง อาจจะยืดสะพานให้ยาวออกไปสู่ภาคต่อไปของมหากาพย์

 อย่างไรก็ตาม การเดินทางไปต่างประเทศก่อนวันนัดหมาย 2 วันของ "เอม-อิ๊ง" ลูกสาวทั้งสองทักษิณ ก็นับเป็นสัญญาณบอกเหตุอย่างหนึ่ง ว่านับแต่นี้เรื่องราวในเมืองหลวงนั้นแปรเปลี่ยนได้ทุกรูปแบบ

 ไม่ต่างจากในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ ที่วิเคราะห์สถานการณ์จนนาทีสุดท้ายก่อนลูกสาวทักษิณจะบินจากไทยว่า แนวโน้มความรุนแรงจะเกิดขึ้นมากกว่าความสงบสันติ

 ดูเหมือนว่านี่เป็นสงครามจิตวิทยา ที่ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างข่าวความรุนแรง ..แต่การวิเคราะห์คำพูดหรือการประโคมโหมโอ่ ก็ย่อมจะต้องนำไปรวมกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุมและผู้ให้การสนับสนุน

 ไม่ผิดหรอกที่คนในเมืองหลวงจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกรูปแบบ
 ไม่ผิดหากว่าการเตรียมพร้อมนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องทรัพย์สิน และปากท้องที่ทำมาหากินโดยสุจริต
 แม้ฝ่ายความมั่นคงจะวิเคราะห์ว่า นี่คือส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
 แต่ใครจะรู้ว่า สุดท้ายแล้วมันจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด !

ศรุติ ศรุตา