มุมมองใหม่-พรมเช็ดเท้ากันขโมยจรเข้ขบ...เรียนวิทย์ใกล้ชิดชุมชน
"คนในชุมชนตลาดสุเหร่าจระเข้ขบส่วนใหญ่ออกไปทำงานนอกบ้าน มีเพียงผู้สูงอายุที่อยู่บ้าน บางบ้านก็เปิดประตูทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแล ทำให้เป็นโอกาสของขโมยที่จะเข้าไปลักทรัพย์ได้ง่าย ในชุมชนจึงมีขโมยจำนวนมาก จึงอยากที่จะประดิษฐ์อุปกรณ์ที่จะช่วยเหลือชาวบ้านไม่ให้เดือดร้อน"
เรื่องราวในชีวิตประจำวันส่งผลให้ "น้องนา" สุกัลญา หวังหมัด นักเรียนชั้น ม.1 ร.ร.สุเหร่าจรเข้ขบ (กุลางกูรอุปถัมภ์) เขตประเวศ กทม. และเพื่อนอีก 2 คน คือ ด.ญ.รสธิชา ประกอบผล เพื่อนร่วมชั้น และ ด.ญ.นาตาชา บุญมีมา นักเรียนชั้น ป.6 คิดที่จะทำโครงงานวิทยาศาสตร์ "พรมเช็ดเท้ากันขโมย" จนประสบความสำเร็จคว้ารางวัลที่ 3 ประเภทความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ระดับประเทศจากการจัดประกวดของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2552
วิธีการเริ่มจากนำแผ่นสังกะสีเรียบ 2 แผ่นมาวางประกบกัน ใช้กาวสองหน้าติดกระดาษโฟมตรงขอบทุกด้านของสังกะสี ไม่ให้แผ่นสังกะสีทั้ง 2 แผ่นกระทบกัน ตามด้วยการเชื่อมสายไฟที่ต่อเชื่อมกับถ่านไฟฉายเข้ากับแผ่นสังกะสีทั้ง 2 แผ่น โดยสายไฟสามารถมีขนาดความยาวได้เท่าที่ต้องการ เพื่อนำไปต่อเข้ากับหลอดไฟและกระดิ่งสัญญาณ จากนั้นนำพรมเช็ดเท้า 2 ผืนมาวางไว้บนแผ่นสังกะสีทั้งด้านบนและด้านล่าง เป็นการอำพรางไม่ให้ขโมยเห็นว่ามีเครื่องดักจับ
น้องนา บอกว่า หลักการทำงานของพรมชนิดนี้ เป็นการนำเนื้อหาเรื่องการต่อไฟฟ้าแบบอนุกรมและแบบขนานที่เรียนในวิชาวิทยาศาสตร์มาปรับใช้จริง โดยจะเกิดแสงสว่างและเสียงเมื่อขโมยเหยียบพรมเช็ดเท้า เพราะทำให้แผ่นสังกะสี 2 แผ่นกระทบกัน การเชื่อมต่อไฟฟ้าก็จะสมบูรณ์ พลังงานไฟฟ้าจะถูกส่งไปตามสายไฟและส่งผลให้หลอดไฟและกระดิ่งสัญญาณที่เชื่อมต่อไว้ สว่างและดังขึ้น เจ้าของบ้านหรือคนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็จะรู้ว่ามีขโมยเข้าบ้าน เหมือนเป็นเครื่องดักจับขโมยอย่างง่าย
"การให้นักเรียนได้มีโอกาสทำโครงงานวิทยาศาสตร์ภายหลังการเรียนเนื้อหาสาระ ทำให้การเรียนวิชาวิทยาศาสตร์น่าสนใจขึ้น เพราะหากเรียนแต่เฉพาะเนื้อหาเพียงอย่างเดียวจะน่าเบื่อ ที่สำคัญการได้ลงมือทำโครงงานตามเนื้อหาที่เรียน ช่วยให้เข้าใจมากขึ้นด้วย” น้องนากล่าว
น.ส.เบญจพร บำรุง หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่ปรึกษาโครงงาน กล่าวว่า หลักการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนจะเน้นให้เด็กรู้จักนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและช่วยเหลือชุมชน ด้วยการให้เด็กทุกคนคิดโครงงานภายหลังจากการเรียนเนื้อหาจบ และจัดกิจกรรมกระตุ้นความสนใจของนักเรียนด้วยการส่งเสริมให้มีการแข่งขันการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน โดยนักเรียนที่สมัครแข่งขันจะต้องนำเสนอแนวคิดต่อคณะกรรมการ เหมือนกับที่นักศึกษาระดับปริญญาโทต้องนำเสนอโครงร่างวิทยานิพนธ์ หากได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนโรงเรียน ก็จะส่งเข้าประกวดในระดับนอกโรงเรียนต่อไป
โครงงานพรมเช็ดเท้ากันขโมย ทำให้ น.ส.เบญจพร ภูมิใจในตัวลูกศิษย์ เพราะทำให้นักเรียนเกิดแนวคิดภายหลังได้เรียนเรื่องการต่อไฟแบบอนุกรมและแบบขนาน ซึ่งเป็นเนื้อหาสาระวิชาวิทยาศาสตร์ระดับ ป.6 การที่คณะกรรมการเลือกโครงงานนี้ให้เป็นตัวแทนของโรงเรียน เพราะมีความแปลกใหม่ น่าสนใจ และเด็กมีความคิดสร้างสรรค์ที่จะนำวัสดุเหลือใช้มาประดิษฐ์เป็นของใช้สามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
“เด็กสมัยใหม่ให้ความสนใจกับการเรียนวิทยาศาสตร์อย่างมาก เพียงแต่วิธีการสอนของครูจะต้องให้พวกเขาได้ปฏิบัติจริง ลองผิดลองถูก จะทำให้พวกเขาเกิดความตื่นเต้น ท้าทายอยากที่จะค้นหาคำตอบด้วยตนเอง ไม่ใช่คร่ำเคร่งแต่กับการป้อนเนื้อหาสาระวิชาการให้เด็ก หากเป็นเช่นนี้เด็กจะเบื่อและไม่ชอบวิชาวิทยาศาสตร์” น.ส.เบญจพร กล่าว
นายเอิ้ม ช่อมณี ผู้อำนวยการโรงเรียนสุเหร่าจรเข้ขบ กล่าวว่า จรเข้ขบเป็นโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดกรุงเทพมหานคร เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึง ม.3 จึงมีนโยบายส่งเสริมให้นักเรียนทุกระดับเข้าร่วมแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์ที่มีการจัดขึ้นทุกปี เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนสนใจเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มากขึ้น กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นจุดเด่นของโรงเรียนที่ทำให้ผู้ปกครองต้องการส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่นี่จนล้น ต้องมีการจับสลากออกทุกปี
“วิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับทุกสิ่งในชีวิต จะช่วยให้นักเรียนนำไปพัฒนาได้ในทุกส่วนของชีวิตประจำวัน การจะทำให้นักเรียนสนใจเรียนวิทยาศาสตร์ จะต้องอาศัยแรงจูงใจภายใน ด้วยการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญที่มีต่อการพัฒนาสังคม ประเทศ และโลก เช่น การที่มนุษย์สามารถไปเหยียบดวงจันทร์ได้ก็เพราะผลของวิทยาศาสตร์ และแรงจูงใจภายนอก โดยให้รางวัลพิเศษสำหรับนักเรียนที่มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์เด่นๆ เพื่อกระตุ้นให้นักเรียนคนอื่นอยากที่จะสร้างผลงานของตนเอง” นายเอิ้มเสนอแนะแนวทางช่วยให้นักเรียนสนใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น









