เมื่อเวลา 17.45 น.วันที่ 9 มี.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความมั่นใจภายหลังครม.มีมติอนุมัติให้ประกาศใช้พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อดูแลการชุมนุมของคนเสื้อแดงระหว่างวันที่ 11-23 มี.ค.ว่า ได้ซักซ้อมความเข้าใจกับทุกหน่วยงานเพราะเที่ยวนี้ต้องการให้เกิดความเป็นเอกภาพและความชัดเจนตั้งแต่ต้น และวันที่ 10 มี.ค.เวลา 10.00 น.จะเรียกประชุมกอ.รมน.เพื่อที่จะได้ดูข้อกำหนดต่างๆที่จะประกาศตามมาและการประชุมครม.วันนี้ได้ขอความร่วมมือจากทุกกระทรวงให้เตรียมงาน เพื่อให้การบริหารงานและการใช้ชีวิตของประชาชนเป็นไปอย่างปกติให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งต้องเชื่อมโยงกันในการดูแลบริการประชาชนทุกกลุ่มเพราะการที่มีประชาชนเข้ามาจำนวนมากๆย่อมมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต
เมื่อถามว่า การใช้ชีวิตของนายกฯและครอบครัวจะเป็นปกติในสถานการณ์นี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนคงต้องทำงานมากเป็นพิเศษเพราะช่วงสถานการณ์แบบนี้ต้องเฝ้าตามสถานการณ์ตลอด เมื่อถามว่านายกฯต้องย้ายไปอยู่เซฟเฮ้าส์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีหารือกันว่าคนที่จะดูแลทางปฏิบัติและบัญชาการจะไปรวมตัวกันที่ใด แต่คงต้องอยู่ด้วยกัน ทั้งนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่าการรักษาความปลอดภัยของนายกฯ จำเป็นต้องอยู่เซฟเฮ้าส์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เอาเป็นว่าต้องอยู่ในสถานที่ที่ต้องติดต่อสื่อสารและสั่งการต่างๆได้อย่างรวดเร็วและไม่มีอุปสรรค ส่วนจะไปอยู่เซฟเฮ้าส์เมื่อใดนั้น ยังไม่ได้คุยกัน เพราะต้องดูตามสถานการณ์และเมื่อถึงเวลาแล้วคงจะนัดหมายกันได้
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่าคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร์ อดีตภรรยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและลูกๆทั้งสามคนเดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว นายกฯ กล่าวว่า คราวที่แล้วเราก็เห็นว่าเดือนเม.ย. 2552 คนใกล้ชิดและครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นเราจะไม่ประมาท เมื่อถามว่าสัญญาณที่เกิดขึ้นคนไทยควรเรียนรู้อย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ลองนึกทบทวนย้อนกลับไปว่าครั้งที่แล้วในที่สุดนั้นความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่ได้ช่วยอะไรให้ใครดีขึ้น ความจริงแล้วสิ่งที่พิสูจน์มาตลอดปีเศษคือบ้านเมืองของเรากำลังมีโอกาสดีมากในการที่จะเดินไปข้างหน้าและอยากให้ทุกคนระมัดระวังการแสดงออกจะด้วยความรู้สึกใดๆนั้น กระทำได้แต่ขอให้มั่นใจอย่างหนึ่งว่า ขณะนี้รัฐบาลมีความแน่วแน่ในการดูเเลให้ทุกอย่างสงบและไม่มีความคิดที่จะไปใช้กำลัง แต่คนที่พยายามพูดจาให้ทุกอย่างรุนแรงนั้นหวังอะไร และเราจะไปเป็นเครื่องมือให้คนเหล่านั้นทำไม
เมื่อถามว่าจะฝากไปถึงคนเสื้อแดงที่ถูกพ.ต.ท.ทักษิณปลุกเร้าให้มาชุมนุมอย่างไร ในขณะที่ลูกๆของอดีตนายกฯเดินทางไปต่างประเทศ นายกฯ กล่าวว่า คิดว่าน่าจะเรียนรู้แล้วว่าทุกครั้งที่มายากลำบาก คนที่คิดว่าต่อสู้ให้นั้น ก็สุขสบายเหมือนเดิมและยังไม่มีความรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้นกับอะไรก็ตามที่เกิดขึ้น เมื่อถามว่า ควรจะมีชีวิตใดเซ่นสังเวยกับชัยชนะหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่ควรจะมีและหากมีนั้นก็ไม่มีใครชนะ
เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทยระบุว่านายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยไปตั้งกองบัญชาการที่อังกฤษ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่ทราบว่านายเนวินอยู่ที่ไหน เมื่อถามว่าร.ต.อ.เฉลิมอ้างว่ารัฐบาลจะสร้างสถานการณ์ป่วนโรงพยาบาลราชวิถีแล้วโยนความผิดให้คนเสื้อแดง นายกฯ กล่าวว่า หากเกิดเหตุการณ์วุ่นวายและรุนแรงขึ้นมา รัฐบาลคงไม่ได้ประโยชน์อะไร มีแต่ความเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ชุมนุมยิ่งโกรธเคืองและทำให้สถานการณ์ควบคุมยากขึ้นอีก แต่คนที่จะได้ประโยชน์จากความรุนแรงคือคนที่ต้องการจะล้มล้างกฎ กติกา สถาบันและสังคมอย่างที่เป็นอยู่เพื่อหวังจะได้บางสิ่งบางอย่างคืนมาเท่านั้นเอง
เมื่อถามว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดงระบุว่า การยุบสภาเป็นหลักกิโลเมตรแรกของการต่อสู้แต่เจตนา คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นการยืนยันตามที่ตนบอกไปแล้วว่า หลายคนมาบอกว่าหากยุบสภาแล้วจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ตนก็เห็นแล้วและเหมือนช่วงที่พูดกันถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พอจะแก้กันจริงๆและตกลงกันได้ก็ถอยกันในนาทีสุดท้าย เพราะมันไม่ใช่เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขา เป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาไม่ใช่เรื่องนี้และคนที่มาชุมนุมยังถูกทำให้เกิดความเข้าใจว่ากำลังมาต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรม แต่จริงๆแล้วคนที่วางแผนและต้องการให้บ้านเมืองวุ่นวายไม่ได้ต้องการสิ่งนี้ แต่ต้องการสิ่งอื่น
เมื่อถามว่า นายกฯจะบอกกับประชาชนได้หรือไม่ว่าเป้าหมายสุดท้ายของคนกลุ่มนี้คืออะไร นายกฯ กล่าวว่า เป็นความวุ่นวายที่ใช้คำว่าล้มกระดาน เมื่อถามว่า หมายถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองใช่หรือไม่ นายกฯไม่ตอบคำถามนี้และเดินขึ้นรถประจำตำแหน่งทันที