(9มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า หลังประกาศใช้พรบ.มั่นคงแล้ว ตนเชื่อว่าจะดูแลสถานการณ์ได้ดีขึ้น โดยตนได้สั่งครม.ให้ช่วยประสานงานในการให้บริการประชาชนทุกกลุ่ม ส่วนตนและครอบครัวจะไปนอนเซฟเฮ้าส์หรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิด แต่การทำงานร่วมกันนั้น ก็ต้องติดต่อประสานงานอย่างใกล้ชิด โดย ตน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็น่าจะมาอยู่ด้วยกัน เพื่อปฏิบัติงานและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ผู้สื่อข่าวถามว่าครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปต่างประเทศหมดแล้ว นายกฯตอบว่า น่าสังเกต เพราะเหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ครอบครัวพ.ต.ท.ทักษิณก็ไปต่างประเทศ ตนก็อยากจะให้ผู้มาชุมนุมช่วยพิจารณาดูว่าจะลุกมาสู้เพื่อใคร และเพื่ออะไร รัฐบาลพยายามให้สถานการณ์สงบ ไม่ใช้กำลัง เพราะหากมีการใช้กำลัง คนที่จะได้รับประโยชน์คนสุดท้ายคือรัฐบาล รวมทั้งยังมีความเสี่ยงมากขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แกนนำนปช.บอกว่ายุบสภาเป็นแค่การเริ่มต้นของการต่อสู้ และยังมีสิ่งอื่นตามมาอีก นายกฯตอบว่า ก็เห็นแล้วว่าการยุบสภาไม่ใช่เป้าหมายของฝ่ายนั้น แต่แกนนำของผู้ชุมนุมเรียกร้องให้มาชุมนุมต่อสู้ ก็น่าจะรู้เป้าหมายของเขาอยู่แล้วว่า ต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร
คาดม็อบเสื้อแดงเรือนแสนขึ้น“นายกฯ”หวั่นมือที่สามปาระเบิด
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฎิบัติหน้าที่โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลประเมินว่าผู้ชุมนุมจะมีเกิน 1 แสนคน โดยคาดว่าเป้าหมายการชุมนุมจะอยู่ที่ 3-5-7 วัน แต่จะมากกว่านั้นหรือไม่ต้องประเมินจากเสบียงอาหารและที่พัก นายกรัฐมนตรีได้สั่งให้แต่ละกระทรวงตั้งศูนย์เฝ้าระวังความรุนแรงขึ้นมา สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังนั้นมี 3 ประเภท คือ 1.สถานที่ราชการ ทำเนียบรัฐบาล ศาล กระทรวง ทบวงกรม 2.สถานประกอบการของเอกชนเช่นธนาคาร และ 3.สำนักงานของสื่อต่าง ๆ ทั้งรัฐและเอกชน ขณะนี้มีสื่อบางแห่งประสานงานให้เจ้าหน้าที่ไปดูแลแล้ว ดังนั้นจะต้องจัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอต่อการรับมือโดยในส่วนของทหารประมาณ 112 กองร้อย กองร้อยละ 80-150 คน แต่ตำรวจต้องรอการประเมินอีกครั้งขณะที่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนหรืออป.พร.มีประมาณ 46,000 หมื่นคน
“นายกรัฐมนตรี กังวลเล็กน้อยกับกลุ่มมือที่สามที่จะก่อเหตุโดยกำชับให้ตรวจตรากลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งอาจจะมีแค่คนเดียวแต่ก่อความรุนแรง เช่นโยนระเบิด ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์ขึ้นเจ้าหน้าที่จะจัดการเด็ดขาดโดยไม่ดูว่าสวมเสื้อสีอะไร อย่างไรก็ตามกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินรัฐบาลได้เตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วซึ่งประกอบด้วยทหาร ตำรวจ พลเรือน เข้าไปควบคุมอย่างทันท่วงที ” นายปณิธาน กล่าวและว่า วันนี้ที่ประชุมได้อนุมัติงบกลางสำรองฉุกเฉิน เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าตอบแทน เจ้าหน้าที่หลังมีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคง แต่ยังไม่กำหนดตัวเลขต้องรอให้หน่วยกำลังไปหารือกับกรมบัญชีกลางเพื่อสรุปยอดเงินอีกครั้ง
"น้องทักษิณ"ระดมทุนทอดผ้าป่าค่าน้ำมันรถเสื้อแดง
นายชินวัฒน์ หาญบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า สำหรับค่าใช้จ่ายในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ครั้งนี้ ได้เปิดรับบริจาคผ่านทีวีตลอด ขณะที่ในต่างจังหวัดก็มีการทอดผ้าป่า จัดคอนเสริ์ต ระดมทุน ล่าสุดมีพ่อเลี้ยงที่ภาคเหนือบริจาคให้เพื่อใช้สำหรับการชุมนุม วงเงิน 6 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามในส่วนค่าน้ำมันรถนั้น ชาวบ้านก็บริจาคเงินกันเอง ยืนยันได้ว่า ไม่มีค่าแรงรายวันแน่นอน ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (10 มี.ค.) นปช.จะจัดงานทอดผ้าป่าค่าน้ำมันเวลา 10.00 น. โดยจะมี นางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมเป็นประธานที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว คาดว่าจะน่าจะมียอดเงินบริจาคค่าน้ำมัน 10 ล้านบาท
เสธ.แดงบุกเรือนจำกรุงเทพเยี่ยมเคทอง
ช่วงบ่ายที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ได้เดินทางมาเยี่ยมนายพรวัฒน์ ทองธนบูรณ์ หรือ เคทอง โดยใช้เวลาพูดคุยผ่านห้องเยี่ยมของเรือนจำประมาณกว่า 10 นาที จากนั้น เสธ.แดง จึงเดินทางกลับ ซึ่งระหวางเยี่ยมเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ยืนควบคุมอยู่ในห้องควบคุมด้วย ทั้งนี้ เสธ.แดงไม่ได้ซื้อของเยี่ยมอะไรมาฝาก ได้แต่มาให้กำลังใจ จากนั้นเดินทางกลับ
“สพฉ.”พร้อมรับมือสถานการณ์ ชุมนุมเสื้อแดง12-14มี.ค.นี้
ที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) -นพ.ชาตรี เจริญชีวกุล เลขาธิการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมวางแผนเตรียมความพร้อมในการรับมือสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันที่ 12-14 มีนาคม นี้ โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ ตัวแทนโรงพยาบาลรัฐในสังกัดหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ และโรงพยาบาลเอกชน ทั้งในส่วน กทม.และรอบปริมณฑล ตัวแทนจากกระทรวงมหาดไทย รถไฟฟ้าบีทีเอส รถไฟฟ้ามหานคร ตลอดจนตัวแทนกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งมี นพ.สลักธรรม โตจิราการ เข้าร่วม
นพ.ชาตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ได้มีการจัดทำแผนเอราวัณเพื่อรับมือระดับความรุนแรงในการชุมนุม คือ แผนเอราวัณ 1 เป็นการรับมือกับการชุมนุมขนาดเล็กและไม่รุนแรง มีผู้เข้าร่วมชุมนุมไม่เกิน 10,000 คน แผนเอราวัณ 2 เป็นการรับมือกับการชุมนุมที่มีคนตั้งแต่ 10,000 คนขึ้นไป แต่เริ่มมีความรุนแรงขึ้น และแผนเอราวัณ 3 เป็นแผนการรับมือการชุมนุมที่มีคนมาเป็นจำนวนมาก และมีระดับที่รุนแรง ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ซึ่งในการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนั้นจะเน้นที่ความรวดเร็วและทำให้ผู้บาดเจ็บให้บาดเจ็บน้อยที่สุด และทุกฝ่ายจะต้องเข้าปฏิบัติการได้ โดยมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทั้งระดับชาติ และระดับท้องถิ่นเพื่อประสานและดำเนินการในการช่วยเหลือ สามารถติดต่อผ่านหมายเลขโทรศัพท์ของศูนย์เอราวัณ 1646 และศูนย์นเรนทร์ 1669
นพ.ชาตรี กล่าวว่า สำหรับการชุมนุมนั้นจะเริ่มตั้งแต่เวลา 12.00 น. วันที่ 12 มี.ค. จนถึงเย็นก็จะมีการแยกย้ายกันไปจากนั้นจะมีการชุมนุมอีกครั้งในวันที่ 13 มี.ค. ตั้งแต่ช่วงบ่ายบริเวณสนามหลวงไปจนถึงอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ซึ่งคาดว่าจะมีผู้มาร่วมชุมนุมประมาณ 1 แสนคน ทั้งนี้ทางตัวแทนผู้ชุมนุมได้ขอให้ทาง สพฉ.ช่วยตั้งทีมประสานงานร่วมกันในการช่วยเหลือหากมีผู้บาดเจ็บ โดยให้มีการจัดคู่ทีมในการเข้าช่วยเหลือเพื่อบอกจุดเกิดเหตุ การเตรียมพร้อมคนนำทางเพื่อเข้าไปยังกลางที่ชุมนุม สำหรับในพื้นที่ชุมนุมนั้น ทางผู้ชุมนุมได้มีการจัดเตรียมจุดปฐมพยาบาลไว้แล้ว แต่ในส่วนพื้นที่รอบนอก ทาง สพฉ. ได้ตั้งจุดเตรียมพร้อมกว่า 10 จุด ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้า จนถึงลานพระบรมรูปทรงม้า รวมทั้งรถฉุกเฉิน ซึ่งแต่ละจุดจะมีผู้บัญชาการจุดเกิดเหตุคอยดูแลอยู่
นพ.ชาตรี กล่าวต่อว่า นอกจากการช่วยเหลือทางบกแล้ว ทาง สพฉ.ยังได้เตรียมความพร้อมทางน้ำและทางอากาศได้ด้วย โดยในส่วนของทางน้ำนั้นได้ประสานโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลวชิระ และโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าดูแล นอกจากนี้จะประสานไปยังกรมเจ้าท่าเพื่อให้ช่วยอำนวยความสะดวกด้วย หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางช่วยเหลือผู้ป่วย ขณะที่โรงพยาบาลต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ได้เตรียมความพร้อมห้องฉุกเฉินไว้แล้ว โดยมีการเคลียร์คนไข้บางส่วนที่อาการดีขึ้นให้กลับบ้านแล้ว อย่างไรก็ตามแผนที่เตรียมไว้อาจมีการปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ โดยจะมีการประชุมร่วมกันในวันที่ 13-14 มีนาคม เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่วนที่เกรงว่าอาจเกิดความรุนแรงอย่างกรณีการใช้แก๊สน้ำตาลเช่นเดียวกับการชุมนุมพันธมิตรนั้น เชื่อว่าจะได้น้อยมาก เพราะต่างมีประสบการณ์มาแล้ว
นพ.ไพโรจน์ บุญศิริคำชัย รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กล่าวว่า ในการเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนั้น เจ้าหน้าที่จะยึดหลักความเป็นการ จะช่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ ประชาชน และกลุ่มผู้ชุมชน รวมไปถึงชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บต้องมาก่อน ซึ่งในการปฏิบัติหน้าที่จะเจ้าหน้าที่จะติดสัญลักษณ์อุณาโลมแดงของกาชาด และสัญลักษณ์สตาร์ออฟไลท์ ของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินฯ ซึ่งจะได้รับความร่วมมืออย่างดี
นครบาลหวั่นเหตุการณ์ซ้ำรอย"พฤษภาทมิฬ"
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. เปิดโครงการฝึกอบรมเตรียมความพร้อมเจ้าหน้าที่เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยมี พล.ต.ต.บุญส่ง พานิชอัตรา รอง ผบช.น. พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ รอง ผบช.น.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายอำนวยการใน บช.น. บก.น.1 และบก.น.5 เข้าร่วมประชุมเตรียมความพร้อมรับมือในการชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม นปช. เกี่ยวกับการส่งกำลังบำรุง และรักษาความปลอดภัย บช.น. วิธีการทำสิ่งกีดขวาง หรือล้อมลวดหนาม แก้ไขกรณีถูกกลุ่มผู้ชุมนุมปิดล้อม รวมถึงการควบคุมเพลิงไหม้ และการเก็บหรือขนย้ายเอกสารราชการที่สำคัญใน บช.น.
พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีปัญหาหลายเรื่อง โดยเฉพาะความไม่พร้อมในการรับมือกับกลุ่มผู้ชุมนุม และสนับสนุนกำลังหลักที่ทำงาน กระทั่งอาจเกิดความโกลาหล รวมถึงส่วนที่เอาตัวรอดหลบหายไปไม่มาทำหน้าที่ ทำให้กำลังพลที่อยู่เกิดความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ ตนจะตรวจสอบกำลังทุก 3 ชั่วโมง
พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวด้วยว่า สำหรับการฝึกอบรมไม่ได้เกิดจากสถานการณ์ทางการข่าวที่ไม่ดี แต่เป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ติดกับถนนราชดำเนินกลาง และลานพระบรมรูปทรงม้า ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมอยู่บริเวณนี้เป็นหลัก ซึ่งต้องมีผลกระทบต่อกองบัญชาการตำรวจนครบาล จึงต้องมีการเตรียมความพร้อม เพราะไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า การชุมนุมดาวกระจายตามจุดต่างๆ มีการดูแลอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายหรือความรุนแรง พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดต้องดูแลมือที่ 3 ให้ได้ จึงมีการตั้งด่านตรวจ เหตุการณ์ขว้างระเบิด หรือกลุ่มเสธ. ที่ถูกจับอาวุธปืนเป็นสิ่งบอกเหตุว่าต้องตั้งด่านมากกว่าเดิม ตนเชื่อว่ามีคนจิตไม่ปกติเยอะ
ส่วนการคาดโทษตำรวจที่หลบหนีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นั้น พล.ต.ท.สัณฐาน กล่าวว่า ได้เน้นย้ำไปแล้วทำงานด้วยกันทุกข์สุขด้วยกัน ทั้งนี้สังคมตำรวจจะลงโทษเอง ตนเองจะอยู่ที่บช.น. เป็นผู้บัญชาการสั่งการตลอด และดูแลความสงบเรียบร้อยเป็นขวัญกำลังใจให้กับตำรวจ มีตำรวจบางท่านเคยถูกคำสั่งปปช. ในฐานะแม่ทัพใหญ่ตนจะขอรับผิดชอบในคำสั่งทุกประการ
มีรายงานด้วยว่า พล.ต.ท.สัณฐาน มีคำสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ตำรวจนำรถราชการไปส่วนตัวในช่วงชมนุมโดยเด็ดขาด