ในขณะที่สถานการณ์การเมืองระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดงที่นัดหมายกรีธาทัพมาเมืองหลวงในวันที่ 12-14 มีนาคม ดูเหมือนว่า เกมเขย่าเอกภาพพรรคร่วมรัฐบาลก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หลังจากความพยายามนำคณะแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ ล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของพรรคชาติไทยพัฒนาก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ถ้อยแถลงของ ชุมพล ศิลปอาชา รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในที่ประชุมใหญ่ของพรรคเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
แม้เนื้อหาโดยรวมที่พูดนั้นเป็นการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง และเล่าถึงที่มาที่ไปของพรรคชาติไทยพัฒนา แต่หากดูจุดเริ่มต้นที่บอกว่า พรรคฝ่ายค้านติดต่อทาบทามให้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่ปรึกษาพรรค ไปเป็นนายกรัฐมนตรี จากที่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงเสียงร่ำลือแล้วก็ให้เกิดคำถามว่า ที่พูดออกมาเช่นนี้ ชุมพล ต้องการอะไร
เพราะในความเป็นจริงนั้น พล.ต.สนั่น แม้จะหลุดจากวงโคจรของพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว แต่ในการทำงานร่วมกับรัฐบาล ยังคงมี "น้ำหนัก" ในการพูดจาเสนอแนะ ให้คำปรึกษาแก่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกัน หากฝ่ายค้าน เพื่อไทยสิ้นไร้ไม้ตอกจริงๆ คนที่น่าจะเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรี แนบท้ายญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็น่าจะเป็นตัว ชุมพล ศิลปอาชา เสียมากกว่า พล.ต.สนั่น
ซึ่งก็น่าจะเกี่ยวพันกับความพยายามจะขอลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ ของ พล.ต.สนั่น และผลักดันให้ "ลูกยอด" ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนขึ้นเป็นรัฐมนตรีช่วยกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ในโควตาของพรรคชาติไทยพัฒนา
แต่เอาเถอะ นั่นเป็นเรื่องของ พล.ต.สนั่น กับพรรคชาติไทยพัฒนา และเป็นเรื่องของ "สัจจะ" ที่จะต้องไปคุยกันเอง
แต่เรื่อง "สัจจะ" ที่ ชุมพล ได้พูดในที่ประชุมนั้น กลับมีเรื่องตัวเลขเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ว่าเข้าร่วมฝ่ายหนึ่ง เสียงจะเกินแค่ 9 เสียง ก็เลยเข้าร่วมฝั่ง สมัคร สุนทรเวช จนทำให้ถูกครหาจากผู้ใหญ่ว่าเป็นเสื้อแดง
จากนั้น ชุมพล ยังได้เล่าเรื่องราวทางการเมืองจนกระทั่งพรรคชาติไทยถูกยุบ สมัคร ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ กระทั่งมีการยุบพรรคไทยรักไทย จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้ว
ตรงนี้แหละที่ ชุมพล เชื่อว่าเป็นความพยายามจัดการทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
นี่นับเป็นตัวอย่างของการเอาเรื่องราวมาเรียงร้อยและเล่าในเวลาสั้นๆ เพื่อให้เห็นภาพ แต่ไม่ได้บอกว่าความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรม ความเที่ยงธรรมของกฎหมายนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้ว ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนั้นมีตัวบทกฎหมายเป็นฐานรองรับคำพิพากษา หรือคำวินิจฉัย ที่เกิดขึ้นภายหลังการไต่สวน การเสาะหาเหตุผลที่ได้จากทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ซึ่งก็รวมทั้งพรรคชาติไทยในขณะนั้น
มีคนบอกว่า "การเมือง" เป็นเรื่องของจังหวะ เป็นเรื่องของโอกาส
ก็น่าจะตั้งเป็นคำถามได้เช่นกันว่า นี่คือ "จังหวะ" ของ ชุมพล ศิลปอาชา ใช่หรือไม่ และเป็น "โอกาส" ของพรรคชาติไทยพัฒนาใช่หรือไม่?
ถึงแม้ ชุมพล จะเชื่อว่ารัฐบาลจะฝ่าฟันปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดง และพรรคชาติไทยพัฒนา ถือมั่นในสัจจะ จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่หากว่าเกิดเงื่อนไขใหม่ขึ้นมา "สัจจะ" ที่ว่านั้นจะอยู่เหนือวาทกรรมที่ว่า "เพื่อชาติ" ได้หรือไม่?
เรื่องนี้อาจยังไม่ถึงเวลาที่จะพิสูจน์ เพราะวันเวลานั้นยังอีกระยะหนึ่ง แต่ที่แน่ๆ ในวันนี้ไม่ใช่แค่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ หากแต่พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคก็เชื่อว่า เมื่อถึงที่สุดแล้ว ประชาธิปัตย์คงจะเลือกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย
คงไม่ต้องถามว่าพรรคใดจะถูกเขี่ยออกไป ...ที่น่าสนใจก็คือ กำหนดวันเวลาที่จะตัดสินใจในเรื่องนี้คือ ปลายเดือนเมษายนนั่นต่างหาก
เพราะช่วงนั้นน่าจะเป็นช่วงที่เพิ่งเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เพิ่งจะเสร็จศึกการต่อรองระหว่างพรรคแกนนำรัฐบาลกับพรรคร่วมรัฐบาล
สำหรับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงที่กำลังจะมีขึ้นนั้น หลังจากเปิดสงครามจิตวิทยาเข้าใส่กันแล้ว ไม่ว่าเป็นพรรคแกนนำ หรือพรรคร่วมรัฐบาลต่างก็เชื่อมั่นว่าจะผ่านพ้นวิกฤติช่วงนี้ไปได้
ความสำเร็จในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เพื่อนำกำลังทหารออกมาควบคุม และมีกฎหมายรองรับในการจัดการแกนนำเสื้อแดง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องรองไปแล้ว เมื่อเห็นคนเมืองหลวงเริ่มขยับ เริ่มประกาศตัวปกป้องถิ่นฐาน และพร้อมที่จะสกัดกั้นคนเสื้อแดงหากไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่พวกเขา
นี่เป็นเรื่องที่น่าห่วงสำหรับ ทักษิณ ชินวัตร ที่จะหมดโอกาสสัมผัสแผ่นดินเกิดอย่างแท้จริง และอาจจะถูกตามล่าเพื่อนำตัวมาลงโทษ หากจะดึงดันเรียกร้อง หรือชักนำคนต่างจังหวัดเข้ามาชุมนุม
แต่สำหรับ ชุมพล ศิลปอาชา นั้นก็มีสภาพที่น่าห่วงเช่นกัน เพราะไปพาดพิงคำวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทยของศาลรัฐธรรมนูญ ...แต่ก็นั่นแหละถ้าศาลเขาไม่เอาเรื่อง ก็ถือว่าโชคดีไป
ศรายุทธ สายคำมี