ภาคจบคือก่อวินาศกรรม

จากการประเมินสถานการณ์การชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 12-14 มีนาคม 2553 ของคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ความมั่นคง (คตม.) ที่มี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลอดการประชุมกว่า 3 ชั่วโมง ต่างวิตกกังวลต่อการชุมนุมครั้งนี้เป็นอย่างมาก

 เพราะหน่วยงานด้านความมั่นคงพบ “เบาะแส” ที่น่าสนใจของกลุ่มคนเสื้อแดงในครั้งนี้ โดยเฉพาะแผนโค่นล้มรัฐบาล ด้วยการ "ก่อวินาศกรรม” ครั้งใหญ่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “ทำเนียบรัฐบาล” 

 หากการปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จ จะทำให้ “รัฐบาล” ภายใต้การกำกับดูแลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขาดความน่าเชื่อถือ และขาดความเชื่อมั่นจากนานาประเทศ

 การประชุม คตม.ในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ จะมีการประเมินสถานการณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยมีความเป็นไปได้ที่นายสุเทพ จะขอมติในที่ประชุม โดยเฉพาะจาก ผบ.เหล่าทัพ ในการประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (พ.ร.บ.ความมั่นคง) เพื่อมาเป็นเครื่องมือในการควบคุมฝูงชน และดึงทหารเข้ามาร่วมปฏิบัติการ

 “การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งนี้ ไม่ค่อยมีอะไรน่าเป็นห่วงมากนัก หากกลุ่มคนเสื้อแดงปฏิบัติตามที่ได้ลั่นวาจาไว้ คือแนวทางสันติ แต่ผมเป็นห่วงอยู่เรื่องเดียวคือการก่อวินาศกรรมของมือที่สาม หรือบุคคลลึกลับ เพราะขณะนี้เท่าที่ติดตามไม่มีอะไรน่าตกใจ จากการประเมินกลุ่มคนเสื้อแดงน่าจะอยู่ที่ 7 หมื่น-1 แสนคน คงมีไม่ถึง 1 ล้านคน อย่างที่แกนนำประกาศไว้” นายสุเทพกล่าวในที่ประชุม คตม.เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

 สอดคล้องกันหน่วยงานด้านความมั่นคงที่วิเคราะห์ว่า การก่อวินาศกรรมมีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีจุดขายที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลชุดนี้ได้ นอกเสียจากจะทำให้เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย และเหตุการณ์วุ่นวายนั้นก็มีวิธีเดียวกับการก่อวินาศกรรมเท่านั้น

 จากคำพูดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ช่วงที่ผ่านมา ปลุกระดมมวลชนคนรักทักษิณให้มาชุมนุมกันให้มาก โดยเฉพาะการเคลื่อนขบวนจากพื้นที่ภาคอีสานและภาคเหนือ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการเคลื่อนขบวนของประชาชนเข้ามาในกรุงเทพมหานคร เพื่อใช้ประชาชนกลุ่มรากหญ้าเป็นเกราะกำบังปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ

 “ตอนนี้มีคนพยายามสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่การยิงระเบิดแบบ เอ็ม 79 ใส่ห้องพัก ผบ.ทบ. และบริเวณใกล้ทำเนียบรัฐบาล วางระเบิดที่ศาลฎีกา ก่อนที่จะมีการตัดสินยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงไม่กี่ชั่วโมง หรือแม้แต่เหตุการณ์ขว้างระเบิดเอ็ม 67 ใส่ธนาคารกรุงเทพ จำนวน 4 สาขา เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จะถูกปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม” หน่วยข่าววิเคราะห์

 ซีรีส์ของเขามีอยู่ประมาณ 5-6 ตอน ก่อนที่จะโค่นล้มรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ ด้วยการให้ลาออก หรือ ยุบสภา เพื่อเปิดโอกาสให้มีการเลือกตั้งใหม่ ขณะนี้อยู่ในตอนที่ 4 คือการเคลื่อนไหวของมวลชนเครือข่ายทักษิณในการกดดันรัฐบาล แต่หากไม่สำเร็จ จุดเปลี่ยนที่ตั้งเป้าหมายไว้คือการก่อเหตุจลาจล และการก่อวินาศกรรม นั่นคือซีรีส์ตอนสุดท้าย

 ทำให้ ณ เวลานี้ หน่วยงานด้านความมั่นคง ได้มีการตรวจเข้มจุดยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างเข้มงวด 5 จุด คือ ทำเนียบรัฐบาล อาคารรัฐสภา สวนจิตรลดา บ้านสี่เสาเทเวศร์ และศาลฎีกา โดยมีการสลับหมุนเวียนตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีกำลังจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ รวมถึงเจ้าหน้าที่เทศกิจ โดยจะมีการแบ่งการตรวจตรา 3 ผลัด

แผนยุทธศาสตร์ “นปช.”

 นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นำเอกสารที่หน่วยงานด้านความมั่นคงได้ประเมินแผนยุทธศาสตร์ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ซึ่งนัดชุมนุมใหญ่ เพื่อล้มรัฐบาลและระบอบอมาตยาธิปไตย ในห้วง 3 เวลา

 ไล่เรียงตั้งแต่วันที่ 1-11 มีนาคม เริ่มรวมกลุ่มในวันที่ 12 มีนาคม “12 มีนา 12 นาฬิกา ลั่นกลองศึก เขย่าขวัญอำมาตย์” เป็นวันระดมคนเดินทางเข้ามาชุมนุม

 ในวันที่ 14 มีนาคม เป็นวันชุมนุมอย่างเป็นทางการ โดยใช้มวลชนคนเสื้อแดง 1 ล้านคน (1 ใน 3 ของยอดถวายฎีกา) รถยนต์ประเภทต่างๆ 1 แสนคัน ตามโครงสร้างของ นปช. โดยมีภารกิจเร่งชี้แจงข้อเท็จจริงให้มวลชนร่วมเคลื่อนไหวชุมนุมอย่างสันติวิธี ปราศจากอาวุธ ล้มรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ และระบอบอมาตยาธิปไตย ภายใน 3 วัน คือ วันที่ 14-16 มีนาคม  หรือ 7 วันเป็นอย่างช้า คือ วันที่ 14-20 มีนาคม เพราะหากล่วงเลยไปมากกว่านี้จะประสบปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ และใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งจะส่งผลต่อมวลชนที่มาร่วมชุมนุม

 เอกสารดังกล่าวระบุว่า มีการปฏิบัติการเคลื่อนไหวออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงแรกวันที่ 1-11 มีนาคม แกนนำ นปช.ส่วนกลางไปพบปะแกนนำในส่วนภูมิภาคอย่างน้อย 38 จังหวัด เพื่อซักซ้อมทำความเข้าใจ วางแผนการชุมนุม เพื่อเตรียมความพร้อม ปลุกระดมให้ผู้ฟังเกิดแนวความคิดไปในทางเดียวกัน

 โดยมีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลชาแนล เครือข่ายสถานีวิทยุชุมชน และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ช่วงที่ 2 คือ วันที่ 12-13 มีนาคม นปช.ส่วนกลาง จะเดินทางไปยังบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เพื่อจัดพื้นที่การชุมนุม โดยจะตั้งเวทีใหญ่บริเวณเชิงสะพานด้านป้อมมหากาฬ ต่อเนื่องไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-แยกคอกวัว-สนามหลวง-แยก จปร.-สะพานมัฆวานรังสรรค์-แยกสวนมิสกวัน-แยกลานพระบรมรูป และบริเวณลานพระราชวังดุสิต

 ทั้งนี้ การเคลื่อนไหวจะเริ่มมาตั้งแต่วันที่  4 มีนาคม ให้กลุ่มต่างๆ เริ่มจัดกิจกรรมในการกำหนดรายละเอียดการเคลื่อนไหวทั้งหมด เช่น ในวันที่ 6-11 มีนาคม  เวลา 17.00-23.00 น. กลุ่มพระสงฆ์ นำโดยพระมหาโชว์ ทฺสสนีโย จะเปิดเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง

 นอกจากนี้ยังได้มีการรายงานความเคลื่อนไหวในส่วนของภูมิภาค โดยแบ่งเป็นภาคเหนือ จะมีความเคลื่อนไหว 10 จังหวัด โดยบางจังหวัดมีการจัดโต๊ะจีนระดมทุน และตั้งเวทีปราศรัย โดยจำหน่ายบัตรใบละ 80 บาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 17 จังหวัด ภาคกลาง 9 จังหวัด ภาคใต้ 3 จังหวัด ภาคตะวันตก 5 จังหวัด ภาคตะวันออก 6 จังหวัด

 ทั้งนี้ ได้มีการกำหนดให้วันที่ 12 มีนาคม  มีการจัดงานอีเวนท์ “12 มีนา 12 นาฬิกา ลั่นกลองศึก เขย่าขวัญอำมาตย์” พร้อมกันทั่วประเทศ โดยจะมีการเผาพริก เผาเกลือก่อนเริ่มเคลื่อนพลเข้าสู่ กทม. ขณะที่ใน กทม.จะมีการระดมคนทั้งหมด 6 จุด

 สำหรับในส่วนท้ายของเอกสารดังกล่าว ได้มีการระบุถึงการสนับสนุนการชุมนุมว่า มีกลุ่ม กก.บห.และสมาชิกพรรคเพื่อไทย กลุ่มอดีต กก.บห.และ ส.ส.พรรคไทยรักไทย หรือพรรคพลังประชาชน กลุ่มบ้านเลขที่ 111 เป็นต้น ให้การสนับสนุนทั้งเรื่องอาหาร น้ำ สุขาเคลื่อนที่ โดยในส่วนของน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานพาหนะมีการกำหนดไว้ที่คันละ 3,000-5,000 บาท โดยระบุว่า ส.ส. 1 คนจะต้องรับผิดชอบรถ 200 คัน คันละ 10 คน เท่ากับ 2,000 คน

 พร้อมกันนี้ได้มีการวางแผนการรักษาความปลอดภัยเป็น 3 ชั้น โดยที่จะเป็นการ์ด นปช. จะเป็นกลุ่มนายทหารนอกราชการ จะใส่เสื้อคลุมสีดำสกรีนด้านหลังว่า การ์ดนครราชสีมา ซึ่งบุคคลเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ทั้งการใช้กระบองไม้ไผ่ยาว 2 เมตร เป็นอาวุธ การเข้าปะทะกับฝูงชนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม การต่อต้านการสลายฝูงชน และการอารักขาบุคคลสำคัญ

ทีมข่าวความมั่นคง