มาร์ควอนทุกฝ่ายป้องบ้านเมืองรุนแรง

"นายกฯ"วอนคนเสื้อแดงให้ความร่วมมือจนท.จัดระเบียบการชุมนุม ลั่นรบ. ลั่นไม่เคยขวางปชช.ที่ต้องการแสดงออกทางการเมืองด้วยความสงบ เผยมีคนเพียงหยืบมือต้องการเห็นบ้านเมืองเกิดความรุนแรง และความวุ่นวาย เพื่อหวังผลประโยชน์ของตนเอง พร้อมวอนช่วยต่อต้านคนนิยมความรุนแรง

 (7มี.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงในรายการ " เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ถึงการชุมนุมทางการเมืองที่จะเกิดขึ้น ว่า การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นสำหรับตนแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องสิทธิทางการเมืองที่สามารถกระทำได้ แต่การชุมนุมนั้นในรัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าจะต้องเป็นการชุมนุมโดยสงบ ปราศจากอาวุธ และที่สำคัญจะต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนส่วนใหญ่ ดังนันรัฐบาลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ความเข้มงวด คือ 1. จะต้องให้เจ้าหน้าที่ทำการตรวจอาวุธ 2. เจ้าหน้าที่จะต้องเข้ามาดูแลจัดระเบียบในการชุมนุม โดยเฉพาะเรื่องการเดินทางเข้ามายังในพื้นที่กรุงเทพฯของกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมีปัญหาเรื่องการจราจร การสัญจรของประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เรื่องนี้เราไม่ได้ห้ามพี่น้องกลุ่มชุมนุมไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุม แต่อยากจะขอร้องผู้ชุมนุมว่าหากจะต้องเดินทางมาชุมนุม ก็อยากจะให้ความร่วมกับเจ้าหน้าที่ในการจัดระเบียบเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจอดรถ หรือเรื่องการใช้ยานพาหนะ

 " เรื่องนี้ผมขอยืนยันว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการนั้น ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะต้องการที่จะขัดขวางไม่ให้มีการชุมนุม แต่รัฐบาลมีหน้าที่ในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ในขณะนี้สถานการณ์ต่างๆของบ้านเมือง โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจของประเทศในหลายเรื่องกำลังเดินหน้าไปได้อย่างดี รวมทั้งจยังมีนโยบายอีกหลายเรื่องที่กำลังขับเคลื่อนไปสู่รูปธรรม เพื่อสร้างประโยชน์สุขให้กับประชาชน อย่างไรก็ตามในเรื่องที่ต้องการจะให้มีการตรวจสอบรัฐบาลก็สามารถทำได้ผ่านกลไลของรัฐสภาที่จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลของฝ่ายค้าน สำหรับผมแล้วยืนยันว่าไม่มีความขัดข้องหากพี่น้องประชาชนต้องการจะเดินทางมาแสดงออกทางการเมืองด้วยสงบ " นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 นายกฯ กล่าวอีกว่า แต่สิ่งหนึ่งที่ตนมีความกังวล คือ ในขณะนี้ทมีความชัดเจนว่ามีคนอยู่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งต้องการเห็นความวุ่นวาย และต้องการเห็นความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา ซึ่งขอบอกได้เลยว่าไม่ใช่พี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ที่จะเดินทางมาร่วมชุมนุม แต่เป็นเพียงคนกลุ่มเล็กๆ ที่มีวาระแอบแฝงเพื่อหวังผลประโยชน์ของตนเอง ดังนั้นตนขอชี้แจงว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องการต่อสู่ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมชุมนุม หรือคนเสื้อแดง รวมทั้งไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างพรรคการเมือง แต่ในวันนี้สิ่งที่ตนอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ต่อสู้กับคนที่ต้องการเห็นบ้านเมืองมีแต่ความรุนแรง เกิดความวุ่นวาย เพื่อต้องการได้รับประโยชน์กับคนกลุ่มเล็กๆ ตนอยากจะขอความร่วมมือจาก รัฐบาล ประชาชนทั่วไป และผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ที่จะต้องแสดงออกทางการเมือง ที่มีอุดมการณ์ทางความเชื่อ ขอึความกรุณาว่าทั้งสามกลุ่มนี้ช่วยกันผนึกกำลังในการต่อสู้กับคนที่ต้องการความรุนแรง เพราะเราต้องการเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่มีแต่ความสงบ โดยตนมีความเชื่อมั่นว่าเราจะสามารถผ่าน และฟันฝ่าวิกฤติการณ์ในช่วงที่มีปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีการชุมนุม เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวมีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกแทรกซ้อนได้

 นายกฯ กล่าวเรียกร้องไปยังทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น สื่อมวลชน นักการเมืองฝ่ายค้าน ว่า รัฐบาลมีจุดยืนที่ชัดเจนว่าเราเคารพสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ  โดยเฉพาะเรื่องการเสนอข่าวสาร ที่มีการกล่าวอ้างว่ารัฐบาลมีการดำเนินขึ้นบัญชีดำ รวมทั้งยังมีการกล่าวก้าวล่วงไปถึงพระสงฆ์ อ้างว่ารัฐบาลเตรียมที่จะใช้ความรุนแรงบ้าง ตนขอยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้ไม่เป็นความจริง เรื่องนี้ตนขอยืนยันได้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลได้เคยพิสูจน์มาแล้วตลอดระยะเวลาหนึ่งปีเศษที่ผ่านมาว่ารัฐบาลนี้ไม่นิยมการใช้ความรุนแรง ดังนั้นหากได้ข้าวสารอะไรมาก็ให้ช่วยกลั่นกรอง กรุณาอย่าตกเป็นเครื่องมือ หรือเป็นเหยื่อของกลุ่มคนที่ต้องการให้เกิดบรรยายกาศคตวามขัดแย้ง และความรุนแรงที่มากขึ้น หรือต้องการให้เกิดเหตุการณ์การจราจล เพราะบ้านเมืองไปถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ตนขอบอกได้เลยว่าไม่มีฝ่ายใดชนะ แต่ทุกจะเป็นฝ่ายที่พ่ายแพ้

ประชาชนร้อยละ47.14ไม่อยากให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น

สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน ต่อการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 12-14 มี.ค.นี้ โดยพบว่า ร้อยละ 47.14 ไม่อยากให้มีการชุมนุมเกิดขึ้น เพราะเกรงว่า จะนำไปสู่ความรุนแรง หรือเห็นคนไทยต้องมาต่อสู้กันเอง/ ร้อยละ 51.76 ไม่แน่ใจว่า การชุมนุมในครั้งนี้ จะเกิดความรุนแรงหรือไม่ เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และกลุ่มคนเสื้อแดงว่า จะกระตุ้นให้ผู้เข้าร่วมรู้สึกไปอย่างไร

ร้อยละ 33.85 รู้สึกเป็นห่วงมาก เพราะมีบทเรียนมาจากครั้งที่ผ่านมา และยิ่งมีกระแสของการก่อวินาศกรรมออกมาให้รับรู้  ร้อยละ 41.54 เชื่อว่า การชุมนุมครั้งนี้จะยืดเยื้อ หากรัฐบาลไม่ทำตามข้อเรียกร้อง  ร้อยละ 33.81 เชื่อว่า ประชาชนทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่ร่วมชุมนุม จะช่วยคลี่คลาย หรือควบคุมเหตุการณ์นี้ได้  ร้อยละ 42.81 เชื่อว่า การชุมนุมครั้งนี้ จะไม่จบลง เพราะต่างฝ่ายคงไม่ยอมรับข้อเสนอ หรือข้อเรียกร้องจากฝ่ายตรงข้าม และสถานการณ์มาถึงจุดแตกหักแล้ว

 ร้อยละ 60.44 ประชาชนไม่ได้เตรียมการรับมือการชุมนุมครั้งนี้ เพราะเชื่อว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คงจะไม่รุนแรงนัก  ร้อยละ 40.22 แนะนำวิธีแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้เหตุการณ์บานปลาย โดยต้องพยายามป้องกันมือที่ 3 ไม่ให้เข้ามาสร้างสถานการณ์  และร้อยละ 47.34 ระบุว่า สื่อมวลชนต้องเกาะติดสถานการณ์ รายงานด้วยความรวดเร็ว ถูกต้อง ตามข้อเท็จจริง

"เอแบคโพลล์"เผยพบเสื้อแดงความเครียดพุ่งท่ามกลางการเมืองที่ขัดแย้ง

 ดร.นพดล  กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัย “เอแบคเรียลไทม์โพลล์” ที่เป็นการสำรวจจากครัวเรือนที่สุ่มตัวอย่างได้ทั่วประเทศตามหลักสถิติแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น และได้ติดตั้งโทรศัพท์ให้กับครัวเรือนที่เป็นตัวอย่างเพื่อทำการสัมภาษณ์ได้อย่างรวดเร็วฉับไวและประมวลผลด้วยระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์แบบเรียลไทม์ โดยครั้งนี้ได้ทำการสำรวจเรื่อง สำรวจความเครียดและทางออกในบรรยากาศขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน กับเสียงความต้องการของประชาชนที่อยากบอกคนไทยคนอื่นๆ ในประเทศ กรณีศึกษาประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปใน 17 จังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร ปทุมธานี ฉะเชิงเทรา เพชรบุรี กาญจนบุรี ชลบุรี เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ ขอนแก่น ศรีสะเกษ สกลนคร หนองบัวลำภู ระนอง พัทลุง และสุราษฎร์ธานี  จำนวนทั้งสิ้น 1,394 ครัวเรือน ดำเนินการสำรวจในวันที่ 5-6 มีนาคม 2553

 ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 67.3 ที่รู้สึกเครียดต่อบรรยากาศขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน และที่น่าพิจารณา คือ เมื่อจำแนกกลุ่มประชาชนที่สนับสนุนรัฐบาล กลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มที่ไม่อยู่ฝ่ายใดหรือพลังเงียบนั้น พบว่า กลุ่มคนที่ไม่อยู่ฝ่ายใด หรือพลังเงียบจะมีจำนวนคนที่ไม่เครียดเลยมากที่สุด คือ ร้อยละ 35.7 ในขณะที่กลุ่มประชาชนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมีจำนวนคนที่เครียดค่อนข้างมากถึงเครียดมาก มากกว่าคนกลุ่มอื่นๆ คือร้อยละ 54.0 ต่อร้อยละ 41.2 ของกลุ่มสนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 35.9 ของกลุ่มพลังเงียบ ส่วนที่เหลือจะมีความเครียดค่อนข้างน้อย ถึงเครียดน้อยกระจายกันออกไปตามกลุ่มต่างๆ ในการสำรวจครั้งนี้

 ผลสำรวจพบด้วยว่า 10 อันดับแรกของวิธีที่ใช้ในการลดความเครียดในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้คือ อันดับแรก หรือร้อยละ 83.5 คือ พยายามไม่ยึดติดกับกลุ่มการเมืองใดๆ อันดับสองหรือร้อยละ 83.1 ปล่อยวาง ยอมรับสภาพความเป็นจริง อันดับสามหรือร้อยละ 79.6 หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมือง อันดับที่สี่หรือร้อยละ 71.2 ลด งดพูดคุยเรื่องการเมืองกับคนอื่น และอันดับที่ห้าหรือร้อยละ 68.6 ลด งดติดตามข่าวสารทางการเมืองทางสื่อต่างๆ ส่วนรองๆ ลงไปคือ ติดตามรายการบันเทิงคลายเครียดให้มากขึ้น พูดคุยปรึกษาปัญหาความเครียดกับคนในครอบครัว คนใกล้ชิด หาที่พึ่งทางศาสนา ฝึกสมาธิ และเลือกติดตามข่าวสารเฉพาะสื่อที่อยู่ฝ่ายเดียวกับตนเอง

 ส่วน 10 อันดับวิธีใช้ในการแสวงหาความสุข ในสถานการณ์ขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ อันดับแรกคือ ร้อยละ 37.7 ดูหนัง ฟังเพลง รองลงไปอันดับสองหรือร้อยละ 26.7 เล่นกีฬา ออกกำลังกาย อันดับที่สามหรือร้อยละ 21.6 คือ พูดคุยสังสรรค์ และรองๆ ลงไปคือ พักผ่อนนอนหลับ เข้าวัดฟังธรรม เดินทางท่องเที่ยว อ่านหนังสือ ปลูกต้นไม้ บริจาค ทำบุญ เดินห้าง ช้อปปิ้ง ตามลำดับ

 นอกจากนี้ ที่น่าสนใจคือ  5 อันดับแรก ของสิ่งที่อยากบอกกับคนไทยคนอื่นๆ ในประเทศคือ อันดับแรกหรือร้อยละ 86.2 อยากเห็นความสงบสุข กลับคืนมาโดยเร็ว อันดับที่สองหรือร้อยละ 81.0 อยากเห็นคนไทยรักกัน อันดับที่สามหรือร้อยละ 75.6 อยากให้เลิกทะเลาะกัน อันดับที่สี่ หรือร้อยละ 71.1 อยากให้ใช้เหตุใช้ผลแก้ปัญหา มากกว่า อารมณ์โกรธแค้นกัน และอันดับที่ห้าหรือร้อยละ 68.9 อยากให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เด็กและเยาวชน ตามลำดับ

 ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า จากผลสำรวจครั้งนี้ น่าเป็นห่วงและควรเฝ้าระวังกลุ่มคนที่เครียดค่อนข้างมาก ถึงเครียดมากในทุกกลุ่มเพราะความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชนมีมากอยู่แล้ว เมื่อปมขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นก็ง่ายต่อการทำให้ประชาชนเกิดความเครียดเพิ่มขึ้นไปอีก โดยมีกระแสข้อมูลข่าวสารที่เลือกข้างเป็นตัวเร่งปลุกปั่นปรุงแต่งอารมณ์ความรู้สึกให้รักและเกลียดเกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทย จนบัดนี้อาจพัฒนาไปสู่ “พฤติกรรมร่วมหมู่” ที่ใช้ความรุนแรงโดยไม่ฟังเสียงเตือนจากใครทั้งสิ้นแม้แต่คนใกล้ชิด ผลที่ตามมาคือประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ในสังคมก็อาจจะเสียหายเดือดร้อนหนักไม่แตกต่างไปจาก ชาวเฮติ และประชาชนในประเทศชิลีที่ถูก “ภัยธรรมชาติ” เป็นผู้กระทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน แต่สำหรับประเทศไทยกลับกลายเป็นว่า “คนไทยด้วยกันเอง” เป็นผู้กระทำให้เกิดการสูญเสีย เข้าลักษณะที่ชาวต่างชาติกำลังมองว่า คนไทยกำลังเป็นทุกข์เพราะทำตัวเองให้เป็นทุกข์ ประชาชนคนไทยเดือดร้อนอยู่ก็เพราะทำตัวเองให้เดือดร้อน

 “ทางออกคือ สังคมไทยเป็นสังคมแห่งพระศาสนาที่หาทางพ้นทุกข์ได้ไม่ยากนัก จึงควรหากิจกรรมหล่อหลอมจิตใจคนไทยเป็นหนึ่ง โดยเลิกปรุงแต่งอารมณ์ เลิกหมกมุ่นกับข้อมูลข่าวสาร วางจิตใจให้เป็นกลาง ยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก แต่ควรรวมตัวกันตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในกลุ่มนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเข้มข้น ไม่เต้นไปตามแรงยั่วยุ แต่หันมาทำกิจกรรมเชื่อมประสานความรักความเกื้อกูลต่อกันของคนไทยในแต่ละชุมชนและในที่สาธารณะ ท่ามกลางเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนที่ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัยควบคู่ไปด้วย” ดร.นพดล กล่าว

จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างร้อยละ 54.7 เป็นหญิง ร้อยละ 45.3 เป็นชาย  ตัวอย่างร้อยละ 5.6 อายุต่ำกว่า 20 ปี ร้อยละ 23.8 อายุระหว่าง 20 - 29 ปี ร้อยละ 20.3 อายุระหว่าง 30 - 39 ปี ร้อยละ 24.7 อายุระหว่าง 40 - 49 ปี และร้อยละ 25.6 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 75.0 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี รองลงมาคือร้อยละ 23.9 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี และร้อยละ 1.1 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี  ตัวอย่างร้อยละ 30.7 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 27.2 ระบุอาชีพค้าขายรายย่อย/อิสระ ร้อยละ 14.6 ระบุอาชีพลูกจ้าง/พนักงานบริษัท ร้อยละ 12.3 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.3 ระบุเป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ  ร้อยละ 5.3 ระบุเป็นนักเรียน/นักศึกษา  และร้อยละ 2.6 ระบุว่างงาน/ไม่ประกอบอาชีพ