วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553

คม ชัด ลึกก้าวสู่ปีที่ 9

จดจำผู้เข้าใช้ ลงทะเบียนใหม่ ? ลืมรหัสผ่าน?

การเมือง

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม 2553

ส่งต่อ ส่งต่อให้ผู้อื่น พิมพ์ พิมพ์ข่าวหน้านี้ ขนาดตัวอักษร Reset

เด็กไทยน่าห่วงตะลึงตัวเลขถูกข่มขืน17รายต่อวัน

คมชัดลึก :สถานการณ์เด็กไทยน่าห่วง ปัญหาสุขภาพจิตพุ่ง เผยเยาวชนคิดสั้นเฉลี่ย 20 รายต่อวัน พบแห่ทำคลอด 190 รายต่อวัน แถมปัญหาละเมิด-อาชญากรรมรุมเร้า ตะลึงตัวเลขเด็กถูกข่มขืนเฉลี่ยวันละ 17 ราย ขณะที่เด็กก่อคดีทะลุ 4 หมื่นคน "มาร์ค" แนะต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของเด็กและเยาวชน

สังคมไทยในยุคปัจจุบันมีความหลากหลายและซับซ้อนจนยากต่อการเข้าใจ ซึ่งในบางครั้งความซับซ้อนอาจชักนำเด็กและเยาวชนไทยก้าวไปในทางที่ผิด หากไม่ได้รับคำแนะนำและเรียนรู้ในสิ่งที่ถูกต้อง ซึ่งการก้าวพลาดดังกล่าวจะก่อผลเสียหายให้แก่สังคมและเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างมากมาย โดยเฉพาะเยาวชนจะได้รับผลกระทบโดยตรงเช่นกัน ล่าสุดสถาบันรามจิตติแสดงความเป็นห่วงในเรื่องดังกล่าว เพราะจากการเก็บข้อมูลพฤติกรรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศ พบว่าเด็กไทยอยู่ในภาวะที่น่าห่วงเป็นอย่างยิ่ง

 เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายอมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวถึงสภาวการณ์เด็กและเยาวชนในรอบปี 2551-2552 ว่า จากการเก็บข้อมูลตัวชี้วัดและการสำรวจพฤติกรรมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศจำนวน 1.5 แสนคน ประกอบด้วย กลุ่มประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ใน 3 ด้าน คือ 1.ด้านสุขภาพอนามัย พบว่า สุขภาพอนามัยของเด็กและเยาวชนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือสุขภาพจิตและความเครียดซึ่งใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยมีเยาวชนต่ำกว่า 25 ปี พยายามฆ่าตัวตายตลอดทั้งปี 7,300 คน หรือเฉลี่ยวันละ 20 คน และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ในรอบปี ทั้งสิ้น 4,019 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 11 ราย รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคขนมกรุบกรอบและน้ำอัดลมในปริมาณที่มากขึ้น ขณะที่อนามัยแม่และเด็กมีแนวโน้มดีขึ้น อยู่ในระดับที่ดีของกลุ่มประเทศอาเซียน ส่วนแนวโน้มการออกกำลังกายและพฤติกรรมการสูบบุรี่ลดลงเล็กน้อย

 ส่วนด้านที่ 2 คือ การศึกษา พบว่าเด็กชอบไปโรงเรียนน้อยลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 38 เหลือ 35 ในปีนี้และมีพฤติกรรมโดดเรียนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในทุกระดับชั้น โดยมีจำนวนเด็กที่รู้สึกปลอดภัยมากเวลาไปโรงเรียนลดลง และมีแนวโน้มการใช้เวลาเรียนพิเศษสูงขึ้น เฉลี่ยวันละ 180-185 นาที ส่วนนิสัยการเรียนรู้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น คือ ชอบอ่านหนังสือเป็นงานอดิเรกเป็นประจำเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 28 เป็นร้อยละ 35 ขณะที่อัตราการเรียนต่อ ม.4 ยังคงใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาคือ ร้อยละ 91 ส่วนอัตราการเรียนต่ออุดมศึกษาเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 76 เป็นร้อยละ 82 ส่วนงบประมาณอุดหนุนการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 8-12 เป็นร้อยละ 11-15

 นายอมรวิชช์ กล่าวต่อว่า ส่วนด้านที่ 3 คือ ภาวะทางสังคม พบว่าจำนวนพื้นที่เสี่ยงในเขตเมืองเพิ่มสูงขึ้นจาก 16,369 แห่ง เป็น 22,576 แห่ง และเด็กใช้เวลากับสื่อมากขึ้น โดยเด็กตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาเป็นต้นไปกว่าร้อยละ 90 มีโทรศัพท์มือถือ และใช้เวลาคุยโทรศัพท์เฉลี่ยวันละ 97 นาที ส่วนพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นประจำเพิ่มขึ้น จากร้อยละ 27 เป็นร้อยละ 31 เฉลี่ยการใช้งานวันละ 132 นาที เพิ่มขึ้นจาก 124 นาทีเมื่อปีที่ผ่านมา และใช้เวลากับสื่อโทรทัศน์เฉลี่ยวันละกว่า 3 ชั่วโมง ส่วนการถูกละเมิดและอาชญากรรม พบว่ามีเด็กต่ำกว่า 18 ปี ถูกละเมิดทางเพศเพิ่มขึ้น จาก 5,885 รายในปี 2551 เป็น 6,438 ราย ในปี 2552 หรือเฉลี่ยวันละ 17 ราย ส่วนคดีอาชญากรรมมีแนวโน้มลดลง โดยมีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ต้องคดีและถูกส่งเข้าสถานพินิจลดลงจาก 42,102 ราย เป็น 42,074 ราย

 ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังพบว่าอัตราการจดทะเบียนสมรสต่อการหย่าร้างเป็น 3.83 : 1 และพบว่าเด็กประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาที่ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อแม่หรือพ่อแม่ แยกทางกันยังคงสูงอยู่ที่ร้อยละ 26 ในด้านคุณธรรมจริยธรรมพบว่า ความเชื่อมั่นของเด็กและเยาวชนที่มีต่อรัฐบาลในเรื่องความซื่อสัตย์ โปร่งใสมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเห็นว่าประเทศไทยมีการทุจริตคดโกงมากมีสัดส่วนลดลงจากร้อยละ 62 เป็นร้อยละ 59 รวมทั้งแนวโน้มการเชื่อบาปบุญและกฎแห่งกรรม เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 62 และมีพฤติกรรมที่สะท้อนถึงคุณธรรมมีแนวโน้มที่ดีขึ้น เช่น การเข้าร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ การเข้าวัด เป็นต้น

 “สิ่งที่น่าจับตาคือ แนวโน้มพฤติกรรมทางเพศที่น่าวิตก โดยเด็กอาชีวะและอุดมศึกษา เฉลี่ยร้อยละ 37 ยอมรับว่าเคยมีเพศสัมพันธ์แล้ว และร้อยละ 50 ยอมรับการอยู่ก่อนแต่ง ส่งผลต่ออัตราการท้องไม่พร้อมของวัยรุ่นที่ยังคงมีอัตราสูงใกล้เคียงกับปีที่แล้ว โดยตลอดทั้งปีมีวัยรุ่นหญิงอายุต่ำกว่า 19 ปี มาทำคลอดจำนวน 69,387 ราย ใกล้เคียงกับปี 2551 ซึ่งมีจำนวน 69,874 ราย หรือเฉลี่ยถึงวันละ 190 ราย/วัน และยังพบว่าเด็กมีแนวโน้มต้องอยู่ในสังคมที่มีความสับสนทางเพศ โดยพบว่าเด็กมัธยมศึกษาถึงอุดมศึกษาเฉลี่ยร้อยละ 45 มีเพื่อนร่วมชั้นเรียนเป็นผู้รักเพศเดียวกัน หรือโดยเฉลี่ยเด็ก 1 คน จะมีเพื่อนรักเพศเดียวกันเฉลี่ย 3 คน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” นายอมรวิชช์ กล่าว  

 ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงแนวทางในแก้ปัญหาดังกล่าวว่า ปัจจุบันคนจะได้รับการพัฒนามากขึ้น แต่ก็มีปัจจัยสลับซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงของสถาบันครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงมาเป็นสังคมเมืองมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ล้วนมีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนทั้งสิ้น ดังนั้นการทำงานจะต้องรู้ถึงสภาวะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ความเข้าใจธรรมชาติของเด็กและเยาวชน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ความคิดเห็น

คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถแสดงความคิดเห็นได้หรือ สมัครสมาชิก