แต่เทพโครนัสก็ไม่ได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับมารดาที่ว่าจะปลดปล่อยน้องๆ ที่เป็นอสูร เทพีไกอาจึงสาปให้บุตรของโครนัสชิงอำนาจจากบิดาเช่นกัน ต่อมาเมื่อรีอามเหสีของโครนัสคลอดบุตร โครนัสก็จับลูกๆ กลืนลงท้องหมด เว้นแต่ซูสซึ่งเป็นบุตรชายคนสุดท้องที่รีอาเอาผ้าห่อก้อนหินส่งให้แทน และลอบพาซูสไปซ่อนไว้ที่เกาะครีต
เมื่อซูสโตขึ้นได้ร่วมมือกับพี่ๆ ที่ถูกพ่อกลืนไว้ในท้องซึ่งรีอาออกอุบายให้สำรอกออกมา ทำการยึดอำนาจโครนัส โดยซูสซึ่งเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติได้รับตำแหน่งประมุขของปวงเทพ โดยพี่ชายอีกสองคนคือเฮดิสครองดินแดนใต้พิภพ และโพไซดอนครองท้องสมุทร การแบ่งสรรอำนาจในตอนแรกก็ดูท่าว่าจะลงตัวดี แต่อยู่ไปอยู่มาเหล่าเทพทั้งหลายต่างก็หาทางช่วงชิงอำนาจกันฝุ่นตลบแถมแอบเลื่อยขาเก้าอี้ของซูสเป็นพัลวัน
ในปี ค.ศ.2005 ริค รีออร์แดน นักเขียนอเมริกันได้นำเทพปกรณัมดังกล่าวมาผูกเป็นนิยายร่วมสมัยเรื่อง “เพอร์ซี่ แจ็กสัน แอนด์ ดิ โอลิมเปียนส์” ให้ตัวละครเอกคือ เพอร์ซี่ แจ็กสัน เป็นลูกชายของเทพโพไซดอนกับสตรีที่เป็นมนุษย์ ตามเทวนิยม เช่นเดียวกับ เฮอร์คิวลีส หรือ อคิลลิส แต่เนื่องจากคนเขียนเป็นอเมริกัน ดังนั้น เพอร์ซี่ แจ๊คสัน จึงเป็นลูกครึ่งเทพกับอเมริกัน และสถานที่ต่างๆ ตามเทวนิยาย ไม่ว่าจะเป็นเขาโอลิมปัสที่สถิตของเหล่าเทพ หรือดินแดนใต้พิภพของเฮดิสก็ล้วนอยู่ในอเมริกาทั้งสิ้น เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อจู่ ๆ อสุนีบาตหรือสายฟ้าของซูสก็หายไป และผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นหัวขโมยก็คือ เพอร์ซี่ แจ๊คสัน ซูสเข้าใจว่าโพไซดอนอยู่เบื้องหลังกรณีนี้ เพราะต้องการจะช่วงชิงอำนาจจากตน ขณะที่ ฮดิสซึ่งนึกว่าสายฟ้าอยู่ที่เพอร์ซี่ก็ข่มขู่ด้วยประการต่างๆ ให้เพอร์ซี่มอบสายฟ้าของซูสให้แก่ตน เพื่อจะได้ครอบครองทั้งนรกและสวรรค์แต่เพียงผู้เดียว
“เพอร์ซี่ แจ็กสันฯ” ได้รับรางวัลหนังสือดีเด่นประจำปี 2005 จาก นิวยอร์ก ไทม์ส รวมทั้งรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย และคนอเมริกันเองก็หมายมั่นปั้นมือว่า เพอร์ซี่ แจ๊คสัน จะต้องครองใจนักอ่านทั่วโลกแทนที่ “พ่อมดน้อย” แฮร์รี่ พอตเตอร์ ของอังกฤษอย่างแน่นอน ดังนั้น เมื่อนิยายเรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ คนที่ถูกเจาะจงให้ทำหน้าที่ผู้กำกับจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก คริส โคลัมบัส ที่เคยฝากผลงานอันลือลั่นจาก “โฮม อะโลน” 2 ภาค “มิสซิสดั๊บไฟร์” “ไนน์ มั้นทส์” และ “แฮร์รี่ พอตเตอร์” 2 ภาคแรก มาแล้ว
ถ้าถามผมว่า “เพอร์ซี่ แจ็กสันฯ” สนุกไหม? ผมก็คงจะตอบได้ว่าสนุก แต่ก็เป็นความสนุกแบบหนังอเมริกันฮีโร่ ไม่คลาสสิกเท่า “แฮร์รี่ พอตเตอร์” 2 ภาคแรก อย่างไรก็ตามสิ่งที่สนุกกว่าหนังก็คือแง่คิดบางอย่างที่อยู่ในนั้น เริ่มด้วยการที่ทำให้เราตระหนักว่า การยึดอำนาจรัฐด้วยการปฏิวัติรัฐประหารนั้น ผลสุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการปฏิวัติรัฐประหารไม่จบสิ้น ดังเช่นที่โครนัสทำกับยูเรนัส และซูสกับพี่ๆ ทำกับโครนัส รวมทั้งเป็นการบ่มเพาะมูลเชื้อลัทธิอำนาจนิยมแก่คนรุ่นใหม่ต่อไปเรื่อยๆ
แง่คิดประการที่สองก็คือ ถ้าคนเราคิดว่าอำนาจอยู่ที่การมีพลานุภาพเหนือคนอื่น และใช้พลานุภาพนั้นเพื่อแสดงอำนาจหรือข่มขู่คนอื่นจนเคยชิน วันหนึ่งเมื่อเรารู้สึกว่าอำนาจของตนลดน้อยถอยลงหรือขาดหายไป เราก็จะต้องเป็นทุกข์เป็นร้อน เป็นเดือดเป็นแค้น และดิ้นรนเพื่อให้ได้อำนาจนั้นคืนมา ไม่ว่าการกระทำนั้นจะสร้างความเดือดร้อนหรือพินาศฉิบหายให้คนอื่นสักเพียงไรก็ตาม
ความวุ่นวายของเมืองไทยในเวลานี้ ก็เกิดจากคนที่เคยมีอำนาจอย่างซูส กับคนที่แสวงหาอำนาจอย่างเฮดิสทั้งนั้นแหละครับ ทั้งๆ ที่คงไม่มีใครตอบได้เหมือนกันว่า “อำนาจ” ที่หายไปนั้น ตอนนี้มันอยู่ในมือใคร?