กฎหมายที่ถูกท้าทาย

ถ้าไม่นับความรุนแรงที่เกิดขึ้นรายวัน การปลุกระดมให้ผู้คนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล ด้วยการเผาศาลากลางและจับลูกเมียรัฐมนตรีเป็นตัวประกัน ถือว่าเป็นการท้าทายกฎหมายอย่างร้ายกาจ

 ถ้าปราศจากระเบียบแบบแผนที่พึงปฏิบัติร่วมกันแล้ว คงไม่ต่างอะไรกับบ้านป่าเมืองเถื่อน

 ใครอยากได้อะไรก็ปล้นเอา ใครไม่พอใจใครก็ฆ่าเขา พึงพอใจผู้หญิงคนใดก็ฉุดคร่าเอาตามใจ ฯลฯ

 กฎหมายยังเป็นดัชนีชี้ถึงความเจริญทางสังคมด้วย

 ประเทศใดก็ตามที่ละเลยกฎหมาย ไม่บังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่อย่างเข้มงวด ก็มักจะถูกกดดันจากนานาอารยประเทศ

 ประเทศไทยเองก็เคยตกเป็นเป้าเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์อยู่เนืองๆ

 ทีนี้การที่แกนนำเสื้อแดงบางคนลุกขึ้นมากระทำการในลักษณะผิดกฎหมายกับพฤติกรรมข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลและตำรวจต้องดำเนินการ

 เพราะถ้าปล่อยไว้อาจจะมีคนที่ 2 3 4...ฯลฯ ลุกขึ้นมาปลุกปั่นอีก

 แล้วถ้าประชาชนหลงผิดทำตาม การมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ลงมือ มันไม่ส่งผลดีอะไรเลย

 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 บัญญัติเอาไว้โดยสรุปว่า ใครที่ปลุกปั่นประชาชน เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดจะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุก 7 ปี

 แต่พอได้ยินรองฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ พูดแล้วก็ชวนเศร้าใจ

 ตำรวจไม่ยอมทำอะไรก็เลยไม่รู้จะทำยังไง ?!!

 รองฯ สุเทพ เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้รับมอบหมายให้ดูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ยังบ่นท้อใจขนาดนี้ เห็นทีบ้านเมืองเราจะแย่

 ใครไม่ทำงานเรื่อยๆ เฉื่อยๆ ก็ดำเนินการทางปกครอง หรือถ้าถึงขั้นพิสูจน์ได้ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็มีความผิดตามกฎหมายชัดเจน

 ตำรวจเองก็ต้องสำนึกรับผิดชอบต่อบ้านเมืองให้มากหน่อย อย่าสักแต่ว่าพวกกู เพื่อนกู นายกู กูไม่ทำ ด้วยหวังลมๆ แล้งๆ ว่าวันนั้นที่รอคอยจะมาถึงในเร็ววัน

 มันไม่ง่ายขนาดนั้น หรือว่าการเพิกเฉยก็เพราะต้องการให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟ แล้วจะได้มีความชอบธรรมในการกำราบ

 แค่คิดก็อุบาทว์มากพอแล้ว !?!

มัธยัสถ์ อินมา
mattayat@nationgroup.com