(4มี.ค.) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การพาณิชย์ และอุตสาหกรรม วุฒิสภา จัดสัมมนาเรื่อง”การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไทย..มาถูกทางแล้วจริงหรือ โดยมีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ นายนิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนหอการค้าแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านเศรษฐกิจ
นายไตรรงค์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ออกไป สิ่งที่ตนผิดหวังมากที่สุดคือ ความล่าช้าในการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานราชการ ซึ่งจากการรายงานตัวเลขล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ผ่านมา พบว่า การใช้เงินยังมีจำนวนน้อยมาก โดยในส่วนแผนกระตุ้นรอบแรก มีการจัดสรรเงินไปให้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไป 1.99 แสนล้านบาท แต่พบว่ามีการเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 26% หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 4.3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ส่วนแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง มีการจัดสรรเงินไปให้แล้ว 8.2 หมื่นล้านบาท จากวงเงินที่อนุมัติไปแล้ว 1.5 แสนล้านบาท พบว่ามีการเบิกจ่ายจริงเพียงแค่ 52% หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 4.2 หมื่นล้านบาท
“ผมได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจนแล้วว่า ในส่วนของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หากภายในวันที่ 31 มีนาคม นี้ หากโครงการใดยังไม่มีการเบิกจ่ายหรือเซ็นสัญญา ผมจะตัดงบประมาณโครงการนั้นทันที่ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับโครงการที่มีความพร้อม คาดว่าจะได้เงินคืนมา จำนวน 4-5 หมื่นล้านบาท ส่วนโครงการที่อยู่ภายใต้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสอง ก็จะดำเนินการแบบเดียวกัน คาดว่าจะได้เงินคืนกลับมาประมาณ 2-3 หมื่นล้าน รวมแล้วตัวเลขจะอยู่ที่ 7-8 หมื่นล้านบาท” นายไตรรงค์ กล่าว
นายไตรรงค์ กล่าวว่า ยืนยันว่าแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ชุดนี้ ในช่วงที่ประเทศประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นปี 2551 เป็น ต้นมา ด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านมาตรการต่าง ๆ จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรก หรือรอบสอง เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว และเป็นวิธีการที่ทุกประเทศทั่วโลกทำกัน เพราะหลักการแก้ไขปัญหามาจากทฤษฎีเดียวกัน การที่ตัวเลขส่งออก การท่องเที่ยว หายไป 20-30% นั้นจึงมีความจำเป็นต้องออกมาตราการต่าง ๆ เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบอย่างรวดเร็ว หากไม่ทำตัวเลขคนว่างงานจะเพิ่มเป็นล้านคนแน่ หลังจากได้ทำไป ตัวเลขคนว่างงานเหลือเพียงแค่ 4 แสนคน เศรษฐกิจเราเริ่มฟื้นขึ้น ทำให้มั่นใจว่า ประเทศจะไม่เผชิญหน้ากับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจลูกโป่ง เหมือนที่บางประเทศกำลังกังวลอยู่ในขณะนี้
นายไตรรงค์ กล่าวว่า คงต้องยอมรับว่า เมื่อดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วก็ย่อมมีปัญหาเรื่องการทุจริตตามมา เพราะต้องรีบใช้เงิน แม้ว่าเงินจะไหลเข้าไปอยู่ในกระเป๋าของคนโกงบ้างก็ตาม แต่เศรษฐกิจก็เริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่จากนี้ไปมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น คงจะใช้ไม่ได้อีกต่อไป จะต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานใหม่ โดยเฉพาะในส่วนของที่มางบประมาณที่จะนำมาใช้ จะเปลี่ยนไปใช้งบปกติแทน เพราะขณะนี้เรามีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้น ตัวเลขล่าสุดน่าจะอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท ส่วนเงินกู้จะถูกนำไปใช้ทำโครงการให้ผลตอบแทนกับประเทศในระยะยาวแทน
นายไตรรงค์ กล่าวว่า นโยบาย การบริหารประเทศของของรัฐบาล และนักการเมืองอื่นจะต้องเปลี่ยนไป การเลือกตั้งครั้งหน้าไม่รู้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะกลับมาอีกครั้งหรือไม่ ดังนั้นจะคิดทำอะไรแค่หวังชนะการเลือกตั้งไม่ได้ ต้องมียุทธศาสตร์การพัฒนาที่ชัดเจน มองไปยังอนาคต เพื่อลูกหลานของเรา งานแต่ละด้านจะต้องถูกตอกเสาเข็มให้เรียบร้อยภายในการบริหารงานของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งขณะนี้งานทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นระบบราง รถไฟ ท่าเรือ เป็นต้น ได้มอบให้คณะที่ปรึกษาแต่ละด้านไปศึกษา และนำเสนอแผนกลับมาอย่างเป็นรูปธรรม ว่างานแต่ละเรื่องจะเริ่มต้นเมื่อไร ใช้วิธีการใดในการลงทุน ภายใน 10 ปี 15 ปี เอาให้ชัดเจน และนำกลับมาเสนอผมในเร็ว ๆ นี้”นายไตรรงค์ กล่าว
นายไตรรงค์ ยังกล่าวถึงผลกระทบด้านเศรษฐกิจที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศชุมนุมในวันที่ 14 มี.ค.ว่า การชุมนุมถือเป็นเรื่องปกติตามระบอบประชาธิปไตย ซึ่งตนก็เคยเจอมาแล้วในต่างประเทศทั้งสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ แต่การชุมนุมนั้นก็เป็นไปอย่างมีระเบียบ ไม่สะเปะสะปะเหมือนประเทศไทย ซึ่งกลุ่มเสื้อแดงประกอบด้วยคนหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไม่ชอบรัฐบาล รังเกียจอำมาตย์ ชอบพ.ต.ท.ทักษิณ ฯลฯ แต่การชุมนุมจะต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายไม่มีความรุนแรง ไม่ป่าเถื่อนซึ่งจะไม่กระทบต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนและนักท่องเที่ยวก็จะมีความมั่นใจและทั่วโลกรับได้ แต่จะต้องไม่ปิดสนามบินซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายไม่ว่าจะสีไหน อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้เตรียมการรับมือการชุมนุมซึ่งใครทำนอกฎหมายรัฐบาลจะเอาจริงแน่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไตรรงค์ยังได้ตอบข้อซักถามผู้ร่วมสัมมนาที่ถามว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเงินที่ได้จาการยึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า เงินดังกล่าวจะโอนเข้าไปในบัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทย หากรัฐบาลจะนำเงินมาใช้ในโครงการใดรัฐบาลจะต้องขออนุมัติการใช้เงินต่อรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าเงินดังกล่าวจะใช้อย่างถูกต้องตามกฎหมายแน่นอน เงินส่วนนี้รัฐบาลอาจจะนำไปใช้หนี้ก็ได้ แต่เรื่องนี้คงจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง
ขณะที่นายนิพนธ์ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างถูกทางแล้ว แต่ปัญหาใหญ่คือ การขาดทิศทางยุทธศาสตร์ที่แก้ปัญหาระยะยาว ดัชนีที่ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวคือการส่งออก การท่องเที่ยว ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งผลพลอยได้จากเศรษฐกิจของจีนที่เติบโตสูงมาก
อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่น่าห่วงที่รัฐบาลจะต้องเฝ้าระวังคืออัตราการว่างงานที่สูงขึ้นของประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัจจัยการเมืองและปัญหาอุสาหกรรมมาบตาพุด รัฐบาลควรจะมีการเร่งรัดการใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น เร่งโครงการที่จะมีการเบิกจ่ายได้จริง เร่งรัดโครงการที่เป็นประโยชน์ระยะยาว พร้อมทั้งดำเนินการโครงการไทยเข้มแข็งอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เอาจริงเอาจังกับกฎเหล็ก และตนก็ยังไม่เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เหมือนกับยุคของ พ.ต.ท.ทักษิณ แม้จะมีปัญหากับโครงการประกันราคาข้าวหรือแม้แต่ปัญหาในกระทรวงสาธารณสุข อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะต้องใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และพยายามใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญรัฐบาลจะต้องมีมาตรการรับมือกับวิกฤตในอนาคตด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนจากหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ทั้งสภาอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว หอการค้าไทย ต่างแสดงความเห็นสะท้อนภาพรวมของเศรษฐกิจไทยโดยมองว่าเศรษฐกิจไทยแม้จะมองว่ามีการฟื้นตัว โดยดูจากดัชนีภาคอุตสาหกรรมและการท่องเที่ยวที่เติบโต โดยเฉพาะการท่องเที่ยวมีตัวเลขเพิ่มขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ก็ยังมีความกังวลและความเป็นห่วงในปัญหาการเมืองมากที่สุด ซึ่งจะเป็นตัวฉุดให้เศรษฐกิจไทย อยากให้รัฐบาลเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาที่จะเกิดขึ้น