บอลไทยไปไหน บายไลน์ นิคม

ปีเสือนี้ดุตั้งแต่ต้นปี กีฬาไทยออกสตาร์ทอย่างร้อนแรง โดยเฉพาะวงการฟุตบอลไทย นั่งดูบอล ท่าเรือ-ดานัง ในศึกเอเอฟซี คัพ แบบสนามเวิ้งว้างว่างเปล่าไร้แฟนบอลแล้ว มันก็สบายดี แต่เหงา และเศร้า...

 ไม่มีแฟนบอล แต่มีเจ้าหน้าที่คอยรักษาความปลอดภัยนับร้อย ไม่รู้เอามาทำไม ถึงบอกว่าที่เศร้า เพราะเราขาดความ “พอดี” แฟนบอลจลาจล คนทำเรื่องโหดเหมือนกุ๊ยข้างถนน คนไม่ได้ทำต้องมากราบเท้าขอโทษ คนโดนกระทำหน่อมแน้ม ต้องอาศัยเวลาเยียวยา มันจะอะไรขนาดนั้น

     มาเจออีกเรื่องในศึกบอลภูมิภาค ดิวิชั่น 2 ที่ ชัยภูมิ เจอม็อบปิดสนามฟุตบอล ไม่ยอมให้เตะกับ บุรีรัมย์ เป็นปัญหาใหญ่ไม่แพ้กัน
     นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ประเทศไทย บอลไทย จะพัฒนาก้าวหน้าต้องอาศัย “คน” ขับเคลื่อน แต่นี่คนเรานอกจากไม่พัฒนาแล้วยังทำตัวเป็นปัญหาซะเอง
     ถ้าเรายังขัดแข้ง ขัดขากันเองอย่างนี้ อย่าว่าแต่จะลุกขึ้นเดิน แค่ยืนยังไม่ไหว ในขณะที่ชาติอื่นเขาวิ่งกันลิ่วๆ
     นึกถึงป้ายโฆษณาที่เป็นรูปสัญลักษณ์ไฟจราจรแต่มีแค่ไฟเหลืองไฟแดง แล้วมีข้อความว่า “ชาตินี้ไม่ต้องไปไหน
     ชาติเราไม่ต้องไปไหนถ้ายังเป็นกันอย่างนี้ บอลไทยก็ไม่ต้องไปไหนเหมือนกัน
     บอลระดับสโมสรเกิดเรื่องไม่พอ ระดับทีมชาติที่เดินทางไปเตะเอเชี่ยนคัพ รอบคัดเลือกนัดสุดท้ายที่อิหร่าน ทีมกลับมีปัญหาเรื่องวีซ่าเข้าประเทศ
     นึกถึงตอนที่ไทยเตะบอลโลกรอบคัดเลือกกับญี่ปุ่น ทีมไทยก็ไม่รู้ว่าเรามีนักเตะในทีมติดโทษแบน แถมจะส่งลงเตะ จนญี่ปุ่นต้องอุตส่าห์มาบอก หน้าม้านกันเป็นแถบ
     นี่มันแพ้ตั้งแต่ยังไม่แข่งแล้ว
     บอลไทยต้องเอาชนะอิหร่านให้ได้เพื่อเข้ารอบสุดท้ายแบบไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ ต้องอาศัยเพียงอย่างเดียวนั่นคือ “ปาฏิหาริย์”
     ถ้าบอลไทยตกรอบคัดเลือกเอเชี่ยนคัพ เราก็จะตกอยู่ในวังวนเดิมๆ ต่างคนต่างโทษคนอื่น โทษโน่น โทษนี่ ไม่มีใครโทษตัวเอง ไม่ไปไหนสักที
     ถ้าบอลไทยเข้ารอบสุดท้ายเอเชี่ยนคัพ ก็จะมีพวกที่ออกมาบอกว่า บอลไทยสุดยอด บอลไทยไปบอลโลกได้แน่
     ท่ามกลางปัญหารุมเร้าและวิกฤติการณ์ของ “คน” ฟุตบอลไทยที่เป็นมือสมัครเล่น แต่หลอกตัวเองว่าเป็นมืออาชีพ ระดับจิตใจต่ำ และไม่ยอมรับความจริง
     บอลไทย สุดท้ายแล้วก็จะ "ไป" แค่ 2 อย่างคือ ไปดูงาน และไป (ดู) บอลโลก