ห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในบริเวณศาล ตั้งแต่เวลา 05.00 น.ส่วนรอบๆ มีตำรวจชุดปะฉะดะขี่รถจักรยานยนต์ช็อปเปอร์คอยตรวจตราดูความเรียบร้อยอยู่เป็นระยะ โดยมีการแบ่งงานกันอย่างชัดเจน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีผ้าพันคอสีแดงจะดูแลความปลอดภัยอยู่ในบริเวณศาลฎีกา ส่วนผ้าพันคอสีเหลืองจะดูแลความปลอดภัยอยู่ด้านนอกและบริเวณใกล้เคียง
เวลา 06.50 น. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน และ พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ รอง ผบช.น. เดินทางมายังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตรวจตราความเรียบร้อยการรักษาความปลอดภัย โดยมีการวางกำลังตำรวจปราบจลาจล 1 กองร้อยในอาณาบริเวณศาลฎีกา ส่วนรอบๆ มีกำลังปราบจลาจลจาก บก.น.1 บก.น.5 และ บก.น.6 อีก 3 กองร้อย รวมถึงฝ่ายสืบสวน บก.น.1 อีก 70 นาย อยู่ตามจุดอับและจุดที่มีคนพลุกพล่าน รวมถึงวางกำลังพลแม่นปืนตามจุดสูงข่มอาคารสูงป้องกันเหตุร้าย
พล.ต.ท.สัณฐาน แสดงความเชื่อมั่นว่า จะไม่มีเหตุรุนแรงหรือความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น นอกจากนี้ ยังสั่งกำลังตำรวจนครบาลอีก 10 กองร้อย เตรียมพร้อมอยู่ ณ ที่ตั้ง หากมีปัญหาสามารถเข้ามาเสริมกำลังได้ทันที
ต่อมา เวลา 07.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาทั้ง 9 คนเดินทางมาถึงศาลฎีกา โดยรถยนต์แลนด์โรเวอร์สีดำกันกระสุน 9 คัน แต่ละคันมีตำรวจคอยประกบเป็นบอดี้การ์ดประจำตัวอยู่อย่างใกล้ชิด
ผู้พิพากษาทั้ง 9 คน ประกอบด้วย นายสมศักดิ์ เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา เจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ประธานแผนกคดีผู้บริโภคในศาลฎีกา นายพิทักษ์ คงจันทร์ ประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา นายพงศ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา นายอดิศักดิ์ ทิมมาศย์ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา ม.ล.ฤทธิเทพ เทวกุล รองประธานศาลฎีกา นายประทีป เฉลิมภัทรกุล ประธานแผนกคดีสิ่งแวดล้อมในศาลฎีกา นายกำพล ภู่สุดแสวง ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และนายไพโรจน์ วายุภาพ รองประธานศาลฎีกา
ขณะเดียวกันก็มีรถตู้ขนสำนวนตามมาในขบวนด้วย เมื่อถึงอาคารศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์คณะทั้งเก้าได้เดินขึ้นไปยังห้องประชุมใหญ่บนอาคาร เพื่อประชุมองค์คณะเสนอคำวินิจฉัยส่วนตัวมาพิจารณาร่วมกัน ก่อนจะลงมติเขียนคำพิพากษาและนัดอ่านคำพิพากษาในเวลา 13.30 น.วันเดียวกัน โดยการลงมติองค์คณะพิพากษาคดีแต่ละประเด็นจะยึดถือเสียงข้างมาก ระหว่างนี้เจ้าหน้าที่ได้ทดลองตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ ป้องกันการจุดชนวนระเบิดด้วยมือถือด้วย
เวลา 09.35 น. พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ได้จัดกำลังตำรวจชุดปะฉะดะ 35 นาย และตำรวจหญิงสายสมรอีก 40 นาย คอยเฝ้าดูแลและตรวจค้นบุคคลที่จะผ่านเข้าออกหน้าประตูศาลฎีกา เช่นเดียวกับบริเวณอื่นๆ มีการตรวจตราบุคคลเข้าออกอย่างเข้มงวด แม้แต่ผู้สื่อข่าวก็ต้องแสดงบัตรชัดเจน ส่วนบุคคลภายนอกเจ้าหน้าที่อนุญาตให้เข้ารับฟังได้ แต่ต้องมีการคัดกรองบุคคลอย่างถี่ถ้วน ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้เริ่มตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือในเครือข่ายเอไอเอส ส่วนดีแทคและทรูมูฟยังสามารถใช้ได้ตามปกติ แต่สัญญาณไม่คมชัดเหมือนเช่นปกติ
ถัดมาเวลา 12.40 น. พล.ต.ต.วิชัย พร้อมตำรวจสันติบาล 6 นาย ได้เดินคุ้มกันทีมอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด เข้ามาทางประตู 4 จากนั้นศาลฎีกาได้เปิดให้สื่อมวลชนและผู้ที่สนใจขึ้นไปฟังการพิจารณาคดีบนห้องพิจารณา 200 คน แบ่งเป็นผู้สื่อข่าว 80 คนที่ได้ลงทะเบียนไว้ต่อเจ้าหน้าที่ศาลก่อนหน้านี้ และประชาชนทั่วไปอีก 120 คน บริเวณประตูหน้ามีการนำรั้วมาวางบังคับเดินเข้าแถวเรียงหนึ่ง มีการตรวจบัตรประจำตัวประชาชนและตรวจค้นกระเป๋าอย่างเคร่งครัด บนห้องพิจารณาคดีมีการตัดสัญญาณโทรศัพท์ทุกระบบ ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารใดๆ ได้
เวลา 14.30 น. ระหว่างที่อัยการอ่านสรุปคำฟ้อง กลุ่มคนเสื้อแดงสยาม 5 คน เดินถือป้ายเชียร์ พ.ต.ท.ทักษิณ ตรงเข้ามาที่หน้าประตู 2 ฝั่งตรงข้ามสนามหลวง ตำรวจปราบจลาจลต้องเสริมกำลังกว่า 20 นาย ปิดกั้นประตูทางเข้า โดยเสื้อแดงสยามชูธงเชียร์อยู่นาน 30 นาที จึงกลับไปรวมกับผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ที่สนามหลวงตามเดิม
กลุ่มผู้ชุมนุมที่สนามหลวงเป็นของนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (แซ่ด่าน) เรียกตัวเองว่าแดงสยาม มาปักหลักตั้งเวทีปราศรัยตั้งแต่เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา มีผู้ชุมนุมอย่างสงบประมาณ 100 คน โดยไม่ได้ใส่เสื้อสีแดงอันเป็นเอกลักษณ์ แต่ใส่เสื้อหลากสีปกติทั่วไป นายสุรชัยยืนยันว่า การชุมนุมของพวกเขาไม่เกี่ยวกับการอ่านคำพิพากษายึดทรัพย์ แต่เป็นการแสดงจุดยืนของคนเสื้อแดงสยาม และเมื่อวานนี้ (25 ก.พ.)ได้แต่งตั้งนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นแกนนำ ส่วนวันนี้เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก จะกลับจากอุดรธานีมาขึ้นเวทีปราศรัยด้วย
บรรยากาศทั่วไปโดยรอบศาลฎีกาตลอดทั้งวันค่อนข้างเป็นไปอย่างสงบ ส่วนใหญ่มีแต่กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยดูแลความเรียบร้อยอยู่เต็มไปหมด นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนหนึ่งเดินชมพระบรมมหาราชวัง บ้างหยุดถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งกลุ่มผู้ชุมนุม บางคนไหว้วานให้คนไทยช่วยถ่ายรูปให้ เมื่อถามว่าไม่กลัวสถานการณ์การเมืองไทยตอนนี้หรือ ได้รับคำตอบกลับมาว่าพวกเขารู้ว่าการเมืองไทยมีการชุมนุมต่อเนื่องมานานแล้ว และไม่คิดว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้น ถึงแม้ว่าสถานทูตหลายประเทศจะประกาศเตือนไว้แล้วก็ตาม จากนั้นก็ขอตัวไปถ่ายรูปเดินเล่นด้วยใบหน้าเป็นสุข ตรงกันข้ามกับบรรยากาศการเมืองไทยที่คุกรุ่น
การพิพากษาคดียึดทรัพย์ยังส่งแรงกระเพื่อมไปถึงวงการพนันด้วย โดยบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา มีนักพนันชาวไทยต่างจับกลุ่มเล่นพนันขันต่อว่า ศาลจะพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ แบ่งเป็น ยึดหมด ยึดบางส่วน หรือไม่ยึดเลย โดยอัตราต่อรองแบ่งเป็น ยึดบางส่วน 3 ต่อ 4 ยึดทั้งหมด 50 ต่อ 50 ส่วนไม่ยึดทรัพย์เลยราคาต่อรองขึ้นไปสูงถึง 8 ต่อ 2 เนื่องจากทุกคนเห็นว่าโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก แม้ราคาต่อรองจะสูงแต่ไม่มีใครเล่นต่อในกรณีหลังนี้เลย ทั้งนี้ มีเงินหมุนเวียนในวงพนันนี้ถึง 5 ล้านบาท
ไม่เฉพาะในกาสิโนเท่านั้นที่เล่นพนันอิงกับสถานการณ์ยึดทรัพย์ แม้แต่วงนอกในกรุงเทพฯ ก็มีการตั้งราคาต่อรองและจับชนด้วยเช่นกัน "เฮียประเสริฐ" นักธุรกิจส่งออกผู้ชื่นชอบการเสี่ยงโชคทุกประเภท กล่าวเสียงดังฟังชัดว่า เขากับเพื่อนๆ ในกลุ่มธุรกิจส่งออกก็เล่นพนันในเคสเดียวกันนี้ด้วย แต่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนเหมือนบ่อนใหญ่ แค่ยึดกับไม่ยึดเท่านั้น โดยราคาต่อรองยึดทรัพย์จะอยู่ที่ 2 ต่อ 1
"ไม่ต้องไปสนใจว่าศาลจะยึดมากยึดน้อย เอามันง่ายๆ นี่แหละคือยึดหรือไม่ยึด" เฮียประเสริฐ กล่าวอย่างอารมณ์ดี
จากเพื่อนร่วมธุรกิจที่คิดเล่นสนุกๆ ต่อมาได้ขยายไปสู่เพื่อนของเพื่อน ก่อนกระจายไปถึงหมู่เด็กนักเรียน เฮียประเสริฐบอกขำๆ ว่าแม้แต่ลูกเขาเองก็เล่นด้วยเหมือนกัน โดยเจ้ามือปิดรับแทงตอนเที่ยงคืนล่วงเข้าสู่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันพิพากษา ส่วนตัวเขาเล่นยึดทรัพย์ไป 2.5 แสนบาท ตอนนี้วงเงินพุ่งสูงขึ้นถึงขั้น 20 ล้านบาท กับผู้เล่นอย่างน้อย 50 กว่าคน เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจมีฐานะ