อาชญากรรม : ตะลุยข่าว
วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553

"กรกฎ53"ล้อมเมืองรับ"แดงเดือด"

อีกไม่กี่ชั่วโมงศาลฎีกาก็จะมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พยายามชุมนุมเคลื่อนไหวหลากหลายวิธี

ดังนั้น วันที่ 26 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป ถือว่าสถานการณ์การเมืองจึงน่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อองค์คณะผู้พิพากษาได้ตัดสินคดีเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุนี้ตำรวจและกองทัพจึงวางมาตรการคุมเข้ม ทั้งด้านควบคุมสถานการณ์และดูแลความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษา

 แผนการรักษาความปลอดภัยของกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ยุค พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ นั่งคุมกำลัง มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดรอบศาลฎีกา หากผู้ชุมนุมไม่พอใจคำตัดสินขว้างปาสิ่งของเข้าไปในบริเวณศาล ตำรวจนอกเครื่องแบบที่ปะปนอยู่สามารถเข้าจับกุมนำส่งพนักงานสอบสวน หรือส่งศาลตัดสินลงโทษผู้กระทำผิดได้ทันที

 นอกจากนี้ในวันพิพากษายังจัดกำลังตำรวจปราบจลาจลเตรียมไว้ทั้งหมด 3 กองร้อย หรือ 450 นาย หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินสามารถเรียกกำลังเสริมได้ภายในครึ่งชั่วโมง มีกำลังเพิ่มอีก 2 กองร้อย หรือ 300 นาย หากมีทีท่าว่าจะทวีความรุนแรงขึ้น ภายใน 1 ชั่วโมงสามารถเสริมกำลังเพิ่มได้อีก 10 กองร้อย หรือ 1,500 นาย ทั้งนี้ ยังไม่รวมเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบที่ปะปนอยู่กับกลุ่มผู้ชุมนุม และตำรวจในเครื่องแบบอีกกว่า 100 นาย ที่ดูแลพื้นที่สูงใกล้ศาลฎีกา ป้องกันการใช้อาวุธวิถีโค้งก่อเหตุ

 สำหรับมาตรการรักษาความปลอดภัยองค์คณะผู้พิพากษานั้น มีการจัดกำลังตำรวจ ทหาร พร้อมยานพาหนะร่วมคุ้มกันระหว่างการเดินทางจากบ้านพักถึงที่ทำงาน โดยจัดรถสายตรวจของโรงพักพื้นที่เป็นรถนำและคุ้มกันตลอดเส้นทาง

 ส่วนในวันพิพากษามีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้าขั้นควบคุมการปฏิบัติบริเวณถนนราชินี ประตู 7 ตั้งจุดตรวจค้นเพิ่มเติม 4 จุด ได้แก่ ถนนราชดำเนินใน บริเวณประตู 1 ถนนหน้าพระลาน หน้าประตูวิเศษ ถนนสนามไชย แยกป้อมเผด็จ และถนนราชดำเนินใน บริเวณป้ายรถประจำทางสาย 64 เก่า

 พร้อมกันนี้ได้จัดชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) ตรวจพื้นที่และเตรียมพร้อมตลอดเวลา ณ ศาลฎีกา จัดชุดปฏิบัติการพิเศษเคลื่อนที่เร็ว (ปะ ฉะ ดะ) ดูแลรับผิดชอบบริเวณศาลฎีกา โดยใช้รถจักรยานยนต์ 26 คัน กำลังตำรวจ 35 นาย ทหาร 20 นาย และจัดชุดอรินทราช 26 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของ บช.น.เตรียมพร้อมคุ้มกันในกรณีมีเหตุการณ์ไม่สงบ ติดตั้งประตูเครื่องตรวจอาวุธบริเวณประตูทางเข้าศาลฎีกา จัดเจ้าหน้าที่คัดกรองบุคคลที่จะเข้าไปในบริเวณศาล

 ขณะเดียวกันยังจัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนแต่งชุดซาฟารีร่วมกับเจ้าหน้าที่ศาล ตรวจสอบบุคคลที่จะเข้าไปฟังการอ่านคำพิพากษาในห้องพิจารณาคดี จัดเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนพร้อมอาวุธ 10 นาย คอยรักษาความปลอดภัยขณะอ่านคำพิพากษา แล้วปิดการจราจรบนถนนราชินีและถนนหับเผย รอบศาลฎีกา

 หนึ่งในผู้รับผิดชอบแผนรักษาความปลอดภัยครั้งนี้ เปิดเผยว่า มาตรการค่อนข้างรัดกุม มีการเตรียมเส้นทางฉุกเฉินไว้ที่ประตู 6 และประตู 7 เพื่อนำคณะผู้พิพากษาออกจากศาลไปยังที่ปลอดภัยหรือโรงพยาบาล กรณีมีเหตุการณ์รุนแรง มีการเตรียมสถานที่ปลอดภัยไว้ในอาคาร บช.น.พร้อมประสาน รพ.ศิริราช และ รพ.วชิระ หากมีเหตุฉุกเฉิน จัดกำลังอำนวยความสะดวกจราจร หากพ้นวันพิพากษาไปแล้วการชุมนุมยังยืดเยื้อก็มีมาตรการรองรับไว้อยู่แล้ว โดยกำหนดพื้นที่ดูแลพิเศษ ได้แก่ พระราชวังดุสิต สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำเนียบรัฐบาล บช.น.และที่ต้องดูแลเป็นพิเศษสุดคือบ้านสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

 สำหรับบ้านพักประธานองคมนตรีเป้าหมายคนเสื้อแดง แผนการรักษาความปลอดภัยถูกแบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด คือ ห้ามเข้าไปเด็ดขาด ได้แก่ ภายในบริเวณบ้านพักและสโมสรกองทัพบก พื้นที่หวงห้ามเฉพาะ เข้าได้เฉพาะคนที่ได้รับอนุญาต ตั้งแต่แยกวังแดงถึงถนนอู่ทองนอกทั้งสาย ซอยสามเสน 12 ทั้งสาย และพื้นที่ควบคุม ตั้งแต่ถนนนครราชสีมา แยกประชาเกษม ไปจนถึงแยกซังฮี้ มีการใช้กำลังตำรวจ 7 กองร้อย หรือพูดง่ายๆ คือบริเวณข้างต้นห้ามผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปโดยเด็ดขาด

 ด้านนายตำรวจระดับสูงดูแลแผนกรกฎ 53 กล่าวเสริมว่า เป็นภารกิจเน้นรักษาความสงบเรียบร้อย หากผู้ชุมนุมเดินทางมาโดยไม่สนใจกฎหมายหรือกติกาบ้านเมือง วิธีปฏิบัติจะเริ่มจากการเจรจาประชาสัมพันธ์ชี้แจงให้ผู้ชุมนุมได้ทราบถึงขั้นตอนปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ แล้วประเมินสถานการณ์และพิจารณากรณีการชุมนุมยืดเยื้อออกไป จะมีการกำหนดจุดรวมพลของกำลังตำรวจปราบจลาจล

 หากผู้ชุมนุมใช้ถนนพิษณุโลกและถนนราชดำเนินนอกจัดกิจกรรม จะแบ่งกำลังตำรวจปราบจลาจลไปควบคุมดูแลทุกจุด แต่ภารกิจสำคัญที่เป็นมาตรการเด็ดขาด กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล พื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด หรือพื้นที่ควบคุม จะให้ตำรวจสันติบาลเพิ่มความเข้มรักษาความปลอดภัยบุคคลสำคัญ อาคาร และสถานที่สำคัญ ตรวจสอบคัดกรองบุคคลและพาหนะเข้าออกประตูทำเนียบทุกจุด

 มีการตั้งแนวกีดขวางทั้งแบบถาวรและชั่วคราว ชุดเจรจาต่อรองโดยรอบแนวรั้วทำเนียบรัฐบาล ใช้กำลังปราบจลาจลทั้งตำรวจและทหารรับผิดชอบ เพิ่มความแข็งแรงของแนวป้องกันตลอดระยะแนวรั้วด้านในทำเนียบรัฐบาล ป้องกันไม่ให้ผู้ชุมนุมปีนรั้วเข้ามาโดยเด็ดขาด หากฝ่าฝืนให้ควบคุมตัวไปยังจุดตรวจพิสูจน์บุคคลและควบคุมที่กำหนดไว้ เมื่อมีเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้บุกรุกได้ ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาเสริมแนวรั้วทดแทนทันที